Wednesday, April 11, 2018

Kyushu First Time วันที่ 6 - 7 : ติดตามมรรคาศักดิสิทธิ์ของนักบุญที่นางาซากิ

สวัสดีค่ะ

แป๊บ ๆ ก็วันที่ 6 ของการเดินทางแล้วค่ะ ป้าหมวยจำได้ว่าวันนั้นอากาศไม่ค่อยดี มีเมฆมากไม่มีแดด เปิดทีวีดูพยากรณ์อากาศมีโอกาสเจอฝนสูงมาก (กระซิก ๆ)

อาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ของโรงแรม S-Peria นี่ดีจริงสมคำโฆษณาค่ะ ป้าสังเกตดูเห็นแต่นักธุรกิจทั้งนั้น ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเลยเกรงใจไม่กล้าเดินถ่ายรูปไลน์อาหารมาให้ชม ได้แต่บรรยายให้นึกภาพตามเอาเองว่า อาหารมีตัวเลือกเยอะมากค่ะ ทั้งอาหารเช้าแบบตะวันตก เช่น สลัด นม คอร์นเฟลค ไข่สแครมเบิล ซุปข้น และอาหารเช้าแบบญี่ปุ่น เช่น ข้าวหุงทรงเครื่อง ข้าวสวย สาหร่าย นัตโต้ ซุปมิโซะ นอกจากนี้ยังเมนูของดีนางาซากิให้ทานด้วย เช่น หมี่กรอบราดหน้าซาระอุด้ง (皿うどん Sara Udon) ซาลาเปาหมูสามชั้นคาคุนิมันจู (角煮まんじゅう  Kakuni Manjū)  อุด้งโกะโต้ (五島うどん Gotō Udon) ฯลฯ อร่อยทั้งนั้นเลยค่ะ

สำหรับวันนี้ป้าไปเดินเที่ยวโซนทางเหนือ (อุราคามิ) และตอนกลางของเมืองนางาซากิค่ะ รายละเอียดบางสถานที่ป้าอาจเขียนไม่เยอะเพราะเป็นสถานที่ที่คนนิยมไปและมีรีวิวเขียนไว้มากแล้ว แต่บางทีที่ป้าศึกษาไว้และมีข้อมูลก็เขียนให้อ่านกันเยอะหน่อยค่ะ

เช้า:   พิพิธภัณฑ์และอนุสาวรีย์ 26 มรณสักขี โบสถ์นักบุญฟิลิปส์ สวนสันติภาพ

กลางวัน:   อาสนวิหารอุราคามิ เกาะเดจิมะ ไชน่าทาวน์นางาซากิ สะพานแว่นตา วัดโคฟุคุจิ

เย็น:  โรปเวย์ภูเขาอินาสะ


สถานที่แรกที่ไปคือ พิพิธภัณฑ์และอนุสาวรีย์รำลึกนักบุญทั้ง 26 แห่งญี่ปุ่น อยู่ห่างจากสถานีรถไฟ Nagasaki นิดเดียว ใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาทีค่ะ ที่นี่เป็นที่คริสตชนคาทอลิกนิยมมาแสวงบุญกันมาก สมเด็จพระสันตปาปายอห์นพอลที่ 2 เคยเสด็จเยือนที่นี่ด้วยในปี 1981


พิพิธภัณฑ์และอนุสาวรีย์รำลึกถึงนักบุญทั้ง 26 แห่งญี่ปุ่น (日本二十六聖人記念館 Nihon Nijūrokuseijin Kinenkan / 26 Martyrs Museum and Monument)


พิพิธภัณฑ์และอนุสาวรีย์ตั้งอยู่บนเนินนิชิซากะ (西坂 Nishizaka) ซึ่งเคยเป็นจุดที่พระสงฆ์คาทอลิกชาวสเปน 6 คนและคริสตังชาวญี่ปุ่น 20 คนได้สละชีพเป็นศาสนพลีในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1597

นับจากที่นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ได้ก้าวเท้าลงในผืนแผ่นดินญี่ปุ่นในปี 1549 และเริ่มแพร่ธรรมจนคริสตศาสนารุ่งเรืองโดยเฉพาะในภูมิภาคคิวชู ผ่านไปเพียงไม่กี่สิบปี โชกุนโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ (豊臣秀吉 Toyotomi Hideyoshi) ออกกฏขับไล่พระสงฆ์คาทอลิก บาเทเร็นซุยโฮเร (伴天連追放令 Bateren Tsuihourei) ในปี 1587 เพื่อจำกัดกิจกรรมการเผยแพร่ศาสนาแต่การบังคับใช้กฏนี้ยังไม่เคร่งครัดนัก  พระสงฆ์คาทอลิกหลายคณะยังคงทำงานแพร่ธรรมอยู่ในประเทศญี่ปุ่น จนเกิดเหตุการณ์เรือ San Felipe ในเดือนตุลาคม 1596 ที่ทำให้ฮิเดโยชิไม่ไว้ใจชาติตะวันตกและคริสตศาสนาเป็นอย่างยิ่งจึงออกประกาศบังคับห้ามนับถือศาสนาคริสต์อีกครั้งในวันที่ 8 ธันวาคม 1596 

พระสงฆ์ ภราดาที่อยู่บนเรือและคริสตังผู้นับถือศาสนาในพื้นที่เกียวโตและโอซาก้ารวม 26 คนถูกจับกุม ในจำนวนนี้มีชาวสเปน 4 คน ชาวเม็กซิกัน 1 คน ชาวอินเดีย 1 คน ที่เหลืออีก 20 คนเป็นชาวญี่ปุ่นซึ่งมีเด็กรวมอยู่ด้วย

ตามบันทึก ทุกคนถูกตัดหู และบังคับให้เดินเท้าเป็นระยะทางนับพันกิโลเมตรท่ามกลางความหนาวเย็นจากเกียวโตไปยังนางาซากิในเวลาเพียงหนึ่งเดือน  พวกเขาถูกตรึงกางเขนบนเนินนิชิซากะและถูกประหารโดยใช้หอกแทงไขว้ชายโครงทะลุหัวไหล่ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1597

รายชื่อนักบุญทั้ง 26 มีดังนี้

1. นักบุญฟรังซิสโก คิจิ (聖フランシスコ吉 St. Francis [Franciscus] Kichi)
ช่างไม้จากโตเกียว เป็นผู้มีความซื่อสัตย์มั่นคง แม้ไม่ได้ถูกจับกุมตั้งแต่แรกแต่ยินดีที่จะติดตามเดินทางไปกับคณะจนได้ร่วมเป็นมรณสักขี

2. นักบุญคอสเม (คอสมาส) ทาเคยะ (聖コスメ竹屋 St. Cosmas Takeya)
เดิมเป็นช่างตีดาบจากโอวาริ ได้รับศีลล้างบาปจากสงฆ์คณะเยซูอิตและทำงานเป็นครูคำสอนกับคณะฟรังซิสกันในโอซาก้า

3. นักบุญเปโตร สุเคจิโร (聖ペトロ助四郎 St. Peter [Petrus] Sukejirō)
ชายหนุ่มจากเกียวโตผู้ได้รับคำขอจากคุณพ่อโอกันติโนให้มาดูแลกลุ่มมรณสักขีระหว่างเดินทางไปนางาซากิ แต่ในที่สุดก็ขอร่วมเป็นมรณสักขีด้วย

4. นักบุญมิคาเอล โคซากิ (聖ミカエル小崎 St. Michael Kozaki)
ช่างทำธนูจากอิเสะวัย 46 ปี ได้รับศีลล้างบาปมาแล้วก่อนจะพบกับบาทหลวงคณะฟรังซิสกัน และได้ช่วยสร้างอารามและโบสถ์ที่โอซาก้า ได้เป็นมรณสักขีร่วมกับบุตรชายคือโธมัส โคซากิ

5. นักบุญดีเอโก (ยากอบ) คิไซ (聖ディエゴ喜斉 St. James [Jacobus] Kisai, SJ)
ภราดาคณะเยซูอิตจากโอคายามาวัย 64 ปี ได้เปล่งเสียงสรรเสริญพระเยซูและพระแม่มารีย์ขณะถูกหอกแทงทะลุร่าง

6. นักบุญเปาโล มิกิ (聖パウロ三木 St. Paul [Paulus] Miki, SJ)
ภราดาคณะเยซูอิตวัย 33 ปี ได้รับการศึกษาที่บ้านเณรคณะเยซูอิตและกำลังจะได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ เป็นผู้มีกระตือรือล้นในการเผยแผ่ข่าวดี

7. นักบุญเปาโล อิบารากิ (聖パウロ茨木 St. Paulus [Paul] Ibaragi)
อายุ 54 ปี เกิดในตระกูลซามุไรในโอวาริ และเป็นพี่ชายของลีโอ คาราสึมารุ ได้รับศีลล้างบาปจากพระสงฆ์คณะเยซูอิต มักช่วยเหลือคนยากจน เมื่อถูกประหารได้กล่าวว่า "พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าขอถวายชีวิตของข้าพเจ้าแด่พระองค์"

8. นักบุญโยฮัน (ยอห์น) โกโต้ (聖ヨハネ五島 St. John [Joannes] Soan de Goto, SJ)
ภราดาคณะเยซูอิตวัย 19 ปี เกิดที่เกาะโกโต้ในครอบครัวคริสตัง ได้เข้าเรียนที่บ้านเณรในนางาซากิและชิกิในอามาคุสะ ก่อนถูกจับได้ทำงานแพร่ธรรมที่โอซาก้า

9. นักบุญลูโดวิโก (หลุยส์) อิบารากิ (聖ルドビコ茨木 St. Louis [Ludovicus] Ibaragi)
อายุเพียง 12 ปี เกิดที่โอวาริและเป็นหลานของเปาโล อิบารากิและเลโอ คาราสึมารุ เป็นเด็กชายที่ยังร้องเพลงด้วยความยินดีแม้ในขณะที่ถูกตัดหูออกข้างหนึ่ง ก่อนการประหารจะเริ่มขึ้น ข้าหลวงผู้คุมการประหารรู้สึกสงสารจึงโน้มน้าวให้หลุยส์ อิบารากิยอมเปลี่ยนศาสนาแล้วจะไว้ชีวิต แต่เด็กชายปฏิเสธและเลือกขอถวายชีวิตแก่พระผู้เป็นเจ้า

10. นักบุญอันโตนิโอ (อันตน) (聖アントニオ St. Anthony [Antonius])
อายุ 13 ปี เกิดที่นางาซากิ บิดาเป็นชาวจีน มารดาเป็นชาวญี่ปุ่น ได้เข้าศึกษาในบ้านเณรคณะเยซูอิตที่นางาซากิและคณะฟรังซิสกันที่โอซาก้า กล่าวปลอบประโลมบิดามารดาผู้โศกเศร้า ณ เชิงกางเขนก่อนถูกประหาร

11. นักบุญเปโตร ปับติสตา (聖ペトロ・バプチスタ St. Peter Baptist [Pedro Bautista], OFM)
พระสงฆ์คณะฟรังซิสกันวัย 50 ปี เกิดที่อาวิลลา ประเทศสเปน เป็นหัวหน้ากลุ่มที่ช่วยนำจิตใจทุกคนสู่การเป็นมรณสักขี

12. นักบุญมาร์ติโน เด ลา อัสเซนชัน (聖マルチノ・デ・ラ・アセンシオン St. Martin of the Ascension [Martinus de Ascensione], OFM)
พระสงฆ์คณะฟรังซิสกัน อายุ 30 ปี เกิดที่กุยปุซโคอา ประเทศสเปน เคยไปทำงานแพร่ธรรมที่ฟิลิปปินส์และเพิ่งมาทำงานที่โอซาก้าได้เพียงไม่นานก่อนถูกจับกุม

13. นักบุญฟิลิปโป เด เฮสซู (聖フィリッポ・デ・ヘスス St. Philip of Jesus [Philippus A Jesu], OFM)
ภราดาคณะฟรังซิสกันจากเม็กซิโกวัย 24 ปี เป็นนักบุญชาวเม็กซิกันคนแรก ท่านหลั่งน้ำตาและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าด้วยความยินดีขณะอยู่บนกางเขน

14. นักบุญกอนซาโล การ์เซีย (聖ゴンザロ・ガルシア St. Gonzalo Garcia [Gonsulvus Garcia], OFM)
ภราดาคณะฟรังซิสกันวัย 40 ปี เกิดที่บอมเบย์ เป็นลูกครึ่งจากบิดาชาวโปรตุเกสและมารดาชาวอินเดีย เคยทำงานเป็นครูคำสอนและเป็นพ่อค้าที่มาเก๊า มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นเป็นอย่างดี ต่อมาเข้าร่วมคณะฟรังซิสกันและได้เป็นผู้ช่วยของคุณพ่อเปโตร ปับติสตา เป็นนักบุญชาวอินเดียคนแรก

15. นักบุญฟรังซิสโก บลังโก (聖フランシスコ・ブランコ St. Francis Blanco [Francisco Blanco], OFM)
พระสงฆ์คณะฟรังซิสกันชาวสเปนวัย 28 ปี เดินทางมายังประเทศญี่ปุ่นพร้อมกับคุณพ่อมาร์ติโน เด ลา อัสเซนชัน

16. นักบุญฟรังซิสโก เด ซานมิเกล (聖フランシスコ・デ・サン・ミゲル St. Francis of St. Michael [Franciscus De San Michaele], OFM)
ภราดาคณะฟรังซิสกันชาวสเปนวัย 53 ปี มีจิตใจเมตตาต่อคนยากจน และใช้ชีวิตเรียบง่าย

17. นักบุญมัทธิอัส (聖マチアス St. Mathias)
เป็นชาวญี่ปุ่น ไม่ทราบอายุหรือภูมิเบื้องหลังใด ๆ มีเพียงว่าทหารตามจับตัวคนที่ล้างบาปด้วยชื่อเดียวกันอีกคนหนึ่งอยู่ แต่ท่านกลับเสนอตัวเองและยินดีที่ได้เป็นมรณสักขี

18. นักบุญเลออน (ลีโอ) อิบารางิ คาราสึมารุ (聖レオン茨木 (烏丸) St. Leo Ibaragi (Karasumaru))
อายุ 48 ปี น้องชายของเปาโล อิบารากิ เกิดที่โอวาริ ได้รับศีลล้างบาปโดยพระสงฆ์คณะเยซูอิต ภายหลังเมื่อคณะฟรังซิสกันเข้ามาแพร่ธรรมก็ได้รับความไว้วางใจในการช่วยเหลือกิจการต่าง ๆ มีชีวิตที่เป็นแบบอย่างแก่คนทั่วไปรวมทั้งฆราวาสในกลุ่มมรณสักขี

19. นักบุญบอนาเวนทูรา (聖ボナベントウラ St. Bonaventure [Buenaventura])
ไม่ทราบอายุ ได้รับศีลล้างบาปตั้งแต่ยังเป็นทารก ต่อมามารดาเสียชีวิตลงมารดาเลี้ยงได้ส่งไปเป็นเณรในวัดพุทธ เมื่อเติบโตขึ้นทราบถึงอารามคณะสงฆ์ฟรังซิสกันจึงเข้ามาเรียนคำสอนและอยู่รับใช้ในคณะ ท่านได้ภาวนาเพื่อความมั่นคงในความเชื่อของบิดาและเพื่อการกลับใจของมารดาเลี้ยงในวาระสุดท้าย

20. นักบุญโธมัส โคซากิ (聖トマス小崎 St. Thomas Kozaki)
เด็กหนุ่มอายุ 14 ปีเกิดที่อิเสะ เป็นบุตรชายของมิคาเอล โคซากิ ช่วยงานบิดาในการก่อสร้างอารามฟรังซิสกัน เป็นเด็กช่วยงานของคุณพ่อมาร์ติโน เด ลา อัสเซนชัน มีความฝันอยากบวชเป็นพระสงฆ์ ก่อนเป็นมรณสักขีได้เขียนจดหมายอำลาถึงมารดา

21. นักบุญยออาคิม ซาคาคิบาระ (聖ヨアキム榊原 St. Joachim Sakakibara)
วัย 40 ปีเกิดที่โอซาก้า ได้รับศีลล้างบาปเมื่อป่วยหนักแต่รอดมาได้จึงช่วยทำงานให้กับคณะฟรังซิสกันที่โอซาก้า

22. นักบุญฟรังซิสโก (聖フランシスコ St. Francis [Francisco])
วัย 48 ปีเกิดที่เกียวโต เคยทำงานเป็นหมอให้กับไดเมียวคริสตังโอโทโมะ โซริน ต่อมาได้รู้จักกับคณะฟรังซิสกันและได้รับศีลล้างบาป ภรรยาของเขาก็รับศีลล้างบาปเช่นเดียวกัน เขาตั้งเรือนหมออยู่ใกล้อารามคอยดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยโดยไม่คิดเงินและสอนศาสนาให้แก่พวกเขา

23. นักบุญโธมัส ดังคิ (聖トマス談義 St. Thomas Danki)
หมอยาวัย 36 ปี เกิดที่อิเสะ เดิมมีนิสัยใจร้อนหุนหันพลันแล่น แต่สามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยตัวเองได้ด้วยพระหรรษทานที่ได้รับหลังจากรับศีลล้างบาป ตั้งร้านยาใกล้อารามฟรังซิสกันคอยช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยทางกายและทางจิตวิญญาณ

24. นักบุญโยฮัน (ยอห์น) คินุยะ (聖ヨハネ絹屋 St. John [Joannes] Kinuya)
ช่างทอและพ่อค้าผ้าไหมวัย 28 ปีจากเกียวโต ตั้งร้านอยู่ใกล้อารามฟรังซิสกัน ต่อมาได้ฟังคำประกาศข่าวดีจึงได้เข้ารับศีลล้างบาป

25. นักบุญกาเบรียล (聖ガブリエル St. Gabriel)
ชายหนุ่มวัย 19 ปีจากอิเสะ เคยทำงานกับหน่วยงานราชการในเกียวโต แต่ภายหลังมาทำงานเป็นครูคำสอนกับคณะฟรังซิสกัน

26. นักบุญเปาโล ซูซูกิ (聖パウロ鈴木 St. Paul [Paulus] Suzuki)
วัย 49 ปีจากโอวาริ เคยรับศีลล้างบาปเมื่อวัยหนุ่ม ทำงานเป็นผู้แพร่ธรรมและช่วยเหลืองานโรงพยาบาลนักบุญยอแซฟของคณะฟรังซิสกันในเกียวโต

มรณสักขีทั้ง 26 ท่านได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นบุญราศีโดยพระสันตปาปาเออร์บันที่ 8 ในปี 1627 และได้รับสถาปนาขึ้นเป็นนักบุญโดยพระสันตปาปาปิอุสที่ 9 ในวันที่ 8 มิถุนายน 1862 วันฉลองนักบุญคือวันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปี



สถานที่นี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนอนุสาวรีย์มรณสักขี พิพิธภัณฑ์ และโบสถ์คาทอลิกนักบุญฟิลิปป์แห่งเยซู

อนุสาวรีย์ 26 นักบุญมรณสักขีแห่งญี่ปุ่น


อนุสาวรีย์สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง 100 ปีแห่งการสถาปนาขึ้นเป็นนักบุญของทั้ง 26 ท่าน  จัดทำเป็นรูปหล่อโลหะนูนต่ำติดบนฐานหิน มีความสูง 5.6 เมตร ยาว 17 เมตร ออกแบบและสร้างขึ้นโดยศิลปินคริสชนคาทอลิก ฟุนาโกชิ ยาสุทาเกะ (船越 保武) ใช้เวลาจัดทำทั้งหมด 4 ปี รูปนักบุญทั้ง 26  อยู่ในท่วงท่าพนมมือร้องเพลงสรรเสริญพระเป็นเจ้าขณะขึ้นสวรรค์ ตรงศีรษะมีชื่อเขียนเป็นภาษาละตินของแต่ละท่านสลักไว้ ด้านบนมีกางเขนรูปดาวและคำภาษาละติน "LAUDATE DOMINUM OMNES GENTES" แปลว่า "นานาชาติทั้งหลาย จงสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าเถิด" ด้านล่างมีภาพหมู่กางเขนและสลักคำภาษาญี่ปุ่น "人若し我に従はんと欲せば 己を捨て 十字架をとりて我に従ふべし / マルコ第八章" ซึ่งเป็นคำจากพระวรสารของนักบุญมาระโกบทที่ 8 ข้อที่ 34 ที่กล่าวว่า "ถ้าผู้ใดอยากติดตามเรา ก็ให้เขาเลิกนึกถึงตนเอง ให้แบกไม้กางเขนของตน และติดตามเรา"

สำหรับส่วนพิพิธภัณฑ์เป็นอาคารอยู่ด้านหลังอนุสาวรีย์ ค่าเข้าชม 500 เยนและไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ 




รูปปั้นนักบุญองค์แรกของฟิลิปปินส์ ลอเรนโซ รุยซ์


บริเวณหน้าทางเข้ามีรูปปั้นของนักบุญลอเรนโซ รุยซ์ (St. Lorenzo Ruiz) นักบุญองค์แรกของฟิลิปปินส์ ซึ่งได้เป็นมรณสักขีที่เนินนิชิซากะแห่งนี้ในปี 1637 ลอเรนโซเกิดที่กรุงมนิลาในปี 1600 ในครอบครัวคาทอลิกที่มีบิดาเป็นชาวจีนและมารดาเป็นชาวฟิลิปปินส์ เขาแต่งงานและมีบุตรสองคนแต่ต่อมาถูกใส่ร้ายว่าฆ่าชาวสเปนจึงหลบหนีขึ้นเรือพร้อมกับพระสงฆ์คณะโดมินิกันในปี 1636 มายังเกาะริวคิว (琉球 Ryūkyū) หรือโอกินาวาในปัจจุบัน แต่เวลานั้นเป็นช่วงรัฐบาลกวาดล้างผู้นับถือศาสนาคริสต์อย่างเข้มข้น พวกเขาจึงถูกจับและนำตัวมายังนางาซากิ ที่นี่พวกเขาถูกทรมานและประหารด้วยวิธีอานะสึริ (穴吊り Anazuri หรือเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ The pit) โดยจับนักโทษมัดห้อยหัวลงในหลุมที่เต็มไปด้วยสิ่งโสโครกแล้วปิดฝาที่เจาะให้พอดีแค่ลำคอและเจาะรูที่ศีรษะนักโทษเพื่อลดแรงดันเลือด ให้นักโทษทรมานจากการหายใจไม่ออกและเลือดคั่งในสมองตายอย่างช้า ๆ ลอเรนโซเสียชีวิตในวันที่ 27 กันยายน1637 และต่อมาได้รับสถาปนาเป็นนักบุญพร้อมกับโธมัส นิชิและเพื่อนรวม 15 คนโดยสมเด็จพระสันตปาปายอห์นพอลที่ 2 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 1987 

ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุตั้งแต่ช่วงที่คริสตศาสนาเพิ่งเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น ช่วงเบียดเบียนศาสนาที่มีผู้ยอมตายเพื่อรักษาความเชื่อมากมายและจำนวนไม่น้อยกลายเป็นคริสตังลับ ไปจนถึงช่วงที่มีการปฏิรูปประเทศและประชาชนได้รับเสรีภาพในการนับถือศาสนาคริสต์อีกครั้ง

วัตถุโบราณสำคัญที่จัดแสดงได้แก่ จดหมายจากนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ที่เขียนถึงกษัตริย์ยอห์นที่ 3 แห่งโปรตุเกสในปี 1546 และจดหมายของจูเลียน นาคาอุระ (ジュリアン中浦 Juliao Nakaura) หนึ่งในเด็กหนุ่มคณะยุวทูตเท็นโชที่เดินทางไปถึงยุโรป แผนที่โบราณ ภาพวาด กางเขน รูปปั้นพระเยซู พระแม่มารีย์ เหรียญบูชา สายประคำโบราณ ไปจนถึงสิ่งของต่าง ๆ ที่เหล่าคริสตังลับใช้เพื่อดำเนินความเชื่อภายใต้พิธีกรรมและวัตถุของศาสนาพุทธ เช่น รูปปั้นพระโพธิ์สัตว์ที่ด้านหลังมีกางเขนสลักไว้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีวิดีโอบันทึกพิธีกรรมฉลองคริสต์มาสของคริสตังลับครั้งสุดท้ายในปี 1992 ที่หาชมได้ยาก

ชั้นบนสุดมีห้องพระสิริรุ่งโรจน์ (栄光の間 Eikō no ma) ซึ่งมีพระธาตุกระดูกแขนของนักบุญยากอบ คิไซ และเป็นสถานที่ให้ผู้เข้าชมได้สำรวมจิตใจระลึกถึงนักบุญมรณสักขีภายใต้เพดานรูปกางเขน

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงศิลปวัตถุสมัยใหม่ได้แก่ ภาพปูนเปียก (เฟรสโก) หรือกระจกสีสเตนกลาสที่บอกเล่าเรื่องราวของมรณสักขีที่ยืนยันสละชีพเพื่อความเชื่อ รวมทั้งภาพสเตนกลาสของคริสตังผู้มีชื่อเสียง เช่น ท่านหญิงโฮโซคาวะ การาชะ (=การ์เซีย) (細川ガラシャ Hosokawa Garasha = Garcia) ภรรยาผู้งดงามของโฮโซคาวะ ทาดะโอกิและเป็นบุตรสาวของอาเคจิ มิทสึฮิเดะ คนสนิทและผู้ทรยศของขุนศึกโอดะ โนบุนากะผู้เลื่องชื่อ

ภาพสเตนกลาสตรงทางขึ้นชั้นบนด้านหนึ่งเป็นภาพดอกบ๊วยสีขาวสื่อถึงวิญญาณอันบริสุทธิ์ของมรณสักขีที่มอบวิญญาณแด่พระเจ้าในเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดอกบ๊วยเริ่มออกดอกตูม และอีกด้านหนึ่งเป็นภาพดอกคาเมลเลียสีแดงสื่อถึงหยดเลือดของมรณสักขีที่ตกลงพื้นดินเหมือนดอกคาเมเลียที่ร่วงหล่นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่นางาซากิ

เวลาทำการ: 9:00 - 17:00
วันหยุด: วันที่ 28 ธันวาคม - 4 มกราคม
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 500 เยน เยาวชนระดับชั้นมัธยมปลาย 300 เยน เด็กระดับชั้นประถมและมัธยมต้น 150 เยน 

พิกัด GPS: 32.754686, 129.871739
เว็บไซท์: http://www.26martyrs.com


ป้าเดินชมที่นี่อยู่นานพอควรค่ะ คำอธิบายในพิพิธภัณฑ์มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นทำให้ได้ความรู้เพิ่มขึ้นมาก บรรยากาศภายในเงียบสงบ การตกแต่งอาคารต่าง ๆ ล้วนมีความหมาย ให้ระลึกถึงประวัติศาสตร์อันน่าเศร้าของคริสตังญี่ปุ่นและความยิ่งใหญ่มอบชีวิตไว้ในความเชื่อจนถึงที่สุดของมรณสักขีจริง ๆ ถ้ามีโอกาสและสนใจในประวัติศาสตร์ด้านนี้ ไม่ควรพลาดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เลยค่ะ และสำหรับคริสตชนคาทอลิกที่จะมาแสวงบุญต้องใส่ที่นี่ในรายการทัวร์ด้วยนะคะ

จากนั้นป้าเดินไปยังโบสถ์นักบุญฟิลิปป์ที่อยู่ใกล้ ๆ กันค่ะ สำหรับการเยี่ยมชมที่นี่อาจจะต้องลุ้นนิดนึงว่าจะตรงกับช่วงที่กำลังมีพิธีมิสซาของคณะแสวงบุญจากประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะเกาหลีหรือเปล่า ถ้าอยู่ในช่วงมีพิธีอาจไม่สามารถเดินชมอย่างอิสระ ต้องรอให้พิธีสิ้นสุดก่อนค่ะ


โบสถ์นักบุญฟิลิปป์ (聖フィリッポ教会 Sei Firippo Kyōkai / Saint Philip's Church)


เป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ออกแบบโดยอิไม เคนจิ (今井兼次 Imai Kenji) และตั้งชื่อตามนักบุญฟิลิปป์แห่งเยซู (St. Philip of Jesus) หนึ่งใน 26 นักบุญมรณสักขีและเป็นนักบุญชาวสเปนคนแรก บางครั้งก็เรียกกันว่าโบสถ์นิชิซากะตามชื่อสถานที่

โบสถ์นักบุญฟิลิปป์แห่งเยซู

โบสถ์นี้มีลักษณะแปลกตาเป็นเอกลักษณ์ คือภายนอกมีเสาสองต้นที่รูปร่างคล้ายมือแสดงถึงการสื่อกับพระเจ้า เสาต้นซ้ายคือเสาพระแม่มารีย์แทนคำภาวนาสู่สวรรค์ และเสาต้นขวาคือเสาพระจิตเจ้าแทนพระหรรษทานจากสวรรค์ เมื่อมองจากด้านในจะเห็นว่าตรงตำแหน่งเสาทางซ้ายและขวาประดับด้วยกระจกสีน้ำเงินและสีแดงตามลำดับ ภายในโบสถ์ตกแต่งเรียบง่าย ทางด้านบนซ้ายมีพระรูปพระแม่มารีย์ ส่วนด้านบนขวามีรูปนักบุญฟิลิปป์ หน้าพระแท่นจะมีแผ่นกลมเป็นรูปกางเขน 26 อันล้อมรอบสัญลักษณ์อัลฟาและโอเมกาซึ่งสื่อถึงพระเจ้าผู้เป็นจุดเริ่มต้น จุดสิ้นสุด อดีต ปัจจุบันและอนาคต และเป็นศูนย์กลางของมนุษย์ทั้งมวล


พระแท่นภายในโบสถ์นักบุญฟิลิปป์แห่งเยซู

สุดทางเดินซ้ายมือมีกางเขนแกะสลักโบราณอายุราวศตวรรษที่ 16-17 นำเข้ามาจากประเทศสเปน เป็นหนึ่งในไม้กางเขนที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น


ตู้บรรจุพระธาตุกระดูกของ 3 นักบุญ

ทางด้านขวามีช่องเล็ก ๆ ที่ตั้งตู้โลหะสีทองซึ่งเก็บรักษาพระธาตุกระดูกของนักบุญยอห์น โกโต้ นักบุญเปาโล มิกิ และนักบุญยากอบ คิไซ พระธาตุกระดูกของทั้งสามท่านถูกนำออกจากนางาซากิไปยังมาเก๊าในปี 1630  ในช่วงที่รัฐบาลสั่งให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาต้องห้าม จากนั้นพระธาตุได้ย้ายไปที่กรุงมะนิลาในปี 1632 และเก็บรักษาไว้ที่นั่นเป็นระยะเวลาถึง 330 ปี จนได้อัญเชิญกลับมายังนางาซากิอีกครั้งในปี 1962 ในวาระครบรอบ 100 ปีแห่งการสถาปนาทั้งสามท่านขึ้นเป็นนักบุญ


พระธาตุกระดูกของนักบุญทั้งสาม เขียนชื่อภาษาละติน


จริง ๆ บริเวณพื้นที่อนุเสาวรีย์และโบสถ์มีสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับคริสตศาสนาอีกค่ะ  แต่ตอนนั้นฝนเริ่มตกแถมใช้เวลาเกินไปมาแล้วจึงต้องออกเดินทางไปที่อื่นต่อ ป้าขึ้นรถรางจากสถานี Nagasaki ไปลงที่สถานี Matsuyamamachi เพื่อไปสวนสันติภาพค่ะ


 ใกล้ ๆ ทางเข้าสวนสันติภาพมีอนุสาวรีย์จุดศูนย์กลางระเบิดปรมาณู (原 Genshi Bakudan Rakka Chūshin Hi / Hypocenter Cenotaph) ที่ระเบิดปรมาณู Fatman ถูกหย่อนลงกลางเมืองนางาซากิช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บริเวณนี้มีชิ้นส่วนของโบสถ์อุราคามิที่ได้รับความเสียหายติดตั้งไว้เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ อนุสาวรีย์สลักตัวเลขวันที่และเวลาที่เกิดเหตุ และบันไดทางลงไปชมชั้นดินที่เต็มไปด้วยเศษซากความเสียหายจากระเบิด


สวนสันติภาพ (平和公園 Heiwa Kōen / Peace Park)


สวนสาธารณะแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1955 เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากระเบิดปรมณูที่อเมริกาทิ้งลงในเมืองนางาซากิในวันที่ 9 สิงหาคม 1945 เวลา 11:02 นาฬิกาเวลาท้องถิ่น


น้ำพุแห่งสันติภาพ


น้ำพุแห่งสันติภาพ (平和の泉 Heiwa no izumi) ที่อยู่หน้าสวนสร้างขึ้นในปี 1969 เพื่อระลึกถึงประชาชนที่ถูกความร้อนจากระเบิดแผดเผาและเสียชีวิตลงทั้ง ๆ ยังกระหายน้ำ แผ่นป้ายด้านหน้ามีคำจารึกข้อความที่นำมาจากบันทึกของยามางุจิ ซาจิโกะวัย 9 ขวบที่สะท้อนถึงความทรมานนั้นว่า "のどが渇いてたまりませんでした 水にはあぶらのようなものが 一面に浮いていました どうしても水が欲しくて とうとうあぶらの浮いたまま飲みました" แปลว่า "ฉันหิวน้ำแทบทนไม่ไหว บนผิวน้ำเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างเหมือนคราบน้ำมัน แต่ฉันต้องการน้ำมากเหลือเกินจึงต้องดื่มมันลงไปทั้งอย่างนั้น" ลีลาของน้ำพุเต้นระบำเป็นเหมือนการกระพือปีกของนกเขาที่เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพและนกกระเรียนที่เป็นชื่อของอ่าวของเมืองนางาซากิ


รูปปั้นแห่งสันติภาพ


กลางสวนมีรูปปั้นแห่งสันติภาพ (平和祈念像 Heiwa Kinenzō) เป็นสัญลักษณ์แทนความรักของพระเจ้าและความเมตตาของพระพุทธเจ้า โดยเป็นรูปชายหนุ่มมีใบหน้าสงบนิ่งดูเปี่ยมด้วยความเมตตา หลับตาลงครึ่งหนึ่งเพื่อภาวนาระลึกถึงผู้เสียชีวิต แขนขวาชี้ขึ้นท้องฟ้าสื่อถึงระเบิดปรมาณูอันน่าหวาดหวั่นที่ถูกหย่อนลงมาจากท้องฟ้า แขนซ้ายเหยียดไปด้านข้างสื่อถึงการเรียกร้องสันติภาพนิรันดร์ ในท่ากึ่งนั่งขัดสมาธิขาข้างหนึ่งสื่อถึงความสงบครุ่นคิดถึงสันติภาพ และขาอีกข้างชันขึ้นแทนความเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ ตัวอนุสาวรีย์สูง 9.7 เมตร ตั้งบนฐานสูง 3.9 เมตร สร้างโดยศิลปินที่มีชื่อเสียงคิตามูระ เซโบ (北村西望 Kitamura Seibō) ซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ที่นางาซากิ

นอกจากนี้ด้านซ้ายและขวาของอนุสาวรีย์มีเจดีย์นกกระเรียนพับ (折鶴の塔 Orizuru no Tō) ที่มีคนพับนกกระเรียนหลากสีมาห้อยไว้เป็นสายเพื่อภาวนาถึงสันติภาพ ทั้งสองฝั่งของสวนเป็นพื้นที่จัดแสดงอนุเสาวรีย์สัญลักษณ์เพื่อสันติภาพที่ 22 ประเทศได้สร้างขึ้นและบริจาคให้แก่สวนนี้ จะมีพิธีระลึกถึงเหตุการณ์ความสูญเสียจากระเบิดปรมณูและเรียกร้องสันติภาพจัดขึ้นที่หน้าอนุเสาวรีย์นี้ทุกวันที่ 9 สิงหาคมของทุกปี

พิกัด GPS: 32.775986, 129.863413


หลังจากเดินชมสวนสันติภาพพอสมควรแล้ว เราเดินทางไปอาสนวิหารอุราคามิต่อค่ะ จากลานสวนสันติภาพเดินไปทางด้านหลังทางขวาจะมีจุดชมวิวที่สามารถเห็นอาสนวิหารอุราคามิได้ในระยะไกล เมื่อลงบันไดและเดินต่อไปประมาณสิบนาทีก็จะถึงอาสนวิหารอุราคามิค่ะ


อาสนวิหาร(โบสถ์)อุราคามิ (浦上教会 Urakami Kyōkai / Urakami Church)


อาสนวิหารอุราคามิ


ชื่ออย่างเป็นทางการของอาสนวิหารอุราคามิคือ อาสนวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมล  (無原罪の聖母司教座聖堂 Mugenzai no Seibo Shikyōzaseidō / Immaculate Conception Cathedral) คำว่าแม่พระปฏิสนธินิรมลเป็นคำของคาทอลิก หมายถึง พระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธิโดยปราศจากบาปกำเนิด

อาสนวิหาร (Cathedral ภาษาญี่ปุ่นใช้ว่า 司教座聖堂 Shikyouzaseidou) คือโบสถ์ประจำตำแหน่งพระสังฆราช (Bishop) และพระอัครสังฆราช (Archbishop) ผู้ปกครองสังฆมณฑล (Diocese) หรืออัครสังฆมณฑล (Archdiocese) สำหรับโบสถ์อุราคามิได้รับยกขึ้นเป็นโบสถ์ประจำตำแหน่งของพระอัครสังฆราชองค์ปัจจุบันคือ พระสังฆราชยอแซฟ ทาคามิ มิทสึอากิ (ヨセフ高見三明大司教 Yosefu Takami Mitsuaki Daishikyō) แห่งอัครสังฆมณฑลนางาซากิ (カトリック長崎大司教区 Katorikku Nagasaki daishikyōku / Catholic Archdiocese of Nagasaki)

อาสนวิหารอุราคามิมีประวัติยาวนานย้อนไปกว่าร้อยปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 1865 ที่คริสตังลับ (隠れキリシタン Kakure Kirishitan) 15 คนจากหมู่บ้านอุราคามิไปแสดงตัวกับคุณพ่อเบอร์นาร์ด ธาดี เปอตีต์ฌอง (Bernard-Thadée Petitjean) ชาวฝรั่งเศสที่โบสถ์โออุระ (大浦天主堂 Ōura Tenshudō) จนกลายเป็นเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์คริสตศาสนาในญี่ปุ่น แต่การเบียดเบียนยังคงมีอยู่ทำให้คริสตังลับกว่า 3,600 คนต้องถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ จนกระทั่งการเบียดเบียนสิ้นสุดลงในปี 1873 และพวกเขาได้รับอิสรภาพในการนับถือศาสนาอย่างแท้จริงจึงกลับมายังที่อยู่เดิมและร่วมกันซื้อที่ดินเพื่อสร้างโบสถ์ โดยเลือกพื้นที่ของผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านถูกบังคับให้พิสูจน์ความเป็นคริสตังด้วยพิธีเอะบุมิ (絵踏 Ebumi) หรือการเหยียบบนแผ่นป้ายรูปพระเยซูหรือพระแม่มารีย์มานานกว่า 200 ปี 

การก่อสร้างโบสถ์ถวายเกียรติแด่พระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมลนี้เริ่มขึ้นในปี 1895 ภายใต้การนำของคุณพ่อ Pierre Frainneau แห่งคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (Missions Étrangères de Paris หรือ M.E.P) และเสร็จสิ้นในปี 1925 ใช้เวลาก่อสร้างนาน 30 ปี ใช้สถาปัตยกรรมแบบนีโอโรมาเนสก์ และเป็นโบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกในเวลานั้น

เมื่อระเบิดปรมาณูถูกทิ้งลงที่นางาซากิในวันที่ 9 สิงหาคม 1945 ตำแหน่งที่ระเบิดตกอยู่ห่างจากโบสถ์นี้เพียง 500 เมตร จึงพังถล่มลงมาเกือบทั้งหลังเหลือเพียงซากปรักหักพัง เมื่อมีการฟื้นฟูเมืองหลังสงคราม ฝ่ายเทศบาลเมืองต้องการให้อนุรักษ์ซากโบสถ์ไว้ แต่คริสตชนในพื้นที่ต้องการให้สร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้น ณ จุดเดิมเพื่อเป็นที่ระลึกถึงความทุกข์ยากของบรรพบุรุษ ในที่สุดจึงได้เริ่มก่อสร้างโบสถ์อุราคามิหลังขึ้นใหม่ในปี 1959 และเลื่อนขึ้นเป็นอาสนวิหารแห่งอัครสังฆมณฑลนางาซากิแทนโบสถ์โออุระในปี 1962

ภายในอาสนวิหารดูโอ่โถง ตกแต่งด้วยกระจกสีสวยงาม ทางด้านขวาของเวิ้งหลังพระแท่นมีเก้าอี้พนักสูงซึ่งเป็นเก้าอี้ประจำตำแหน่งของพระอัครสังฆราชแห่งอัครสังฆมณฑลนางาซากิ

ด้านหลังทางซ้ายใกล้ประตูมีศีรษะของพระแม่มารีย์ทำด้วยไม้ มีรอยไหม้ไฟ เรียกว่าพระแม่ระเบิดปรมาณู (被爆のマリア Hibaku no Maria) ประดิษฐานอยู่บนหิ้งผนังด้านซ้ายของอาสนวิหาร พระสงฆ์คาทอลิกท่านหนึ่งพบศีรษะพระรูปนี้ในซากปรักหักพังของโบสถ์ในปี 1945 และจดจำได้ว่าเป็นพระรูปแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมลที่อยู่เหนือพระแท่นพิธีที่เขาเคยเห็นในวัยเด็กและเคยสวดภาวนาต่อหน้าพระรูปเพื่อขอการชี้นำทางก่อนตัดสินใจบวช ท่านนำศีรษะพระรูปนี้กลับไปยังอารามที่ฮอกไกโดเพื่อสวดภาวนาและนำกลับมาที่อุราคามิอีกครั้งในโอกาสครบรอบ 30 ปีของเหตุการณ์ระเบิด

ภายนอกมีรูปปั้นและอนุสรณ์ที่น่าสนใจ เช่น ซากหอระฆังแองเจลุส  พระรูปแม่พระมหาทุกข์และรูปนักบุญยอห์นอัครสาวกที่แตกหักบางส่วนและกลุ่มรูปสลักพระเยซูและนักบุญเก่าแก่ที่มีร่องรอยความเสียหายจากแรงระเบิด ทางขวาคือรูปนักบุญเซซีลีอา (Saint Cecilia) นักบุญผู้อุปถัมภ์นักดนตรีถือออร์แกนเล็กไว้ในมือ ตรงกลางคือพระรูปพระเยซูพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ ส่วนรูปขวาไม่ทราบว่าเป็นใครเพราะศีรษะและมือแตกหักเสียหายมาก รูปนักบุญพระสันตปาปายอห์นปอลที่ 2 ซึ่งเคยเสด็จเยือนที่นี่ในปี 1981 และรูปนักบุญลูโดวิโก (หลุยส์) อิบารากิซึ่งมีอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม 26 นักบุญมรณสักขี เป็นต้น


กลุ่มรูปสลักพระเยซูและนักบุญที่เสียหายจากแรงระเบิด


อนุสรณ์แห่งความเชื่อ

อนุสรณ์แห่งความเชื่อ (信仰之碑 Shinkō no hi) สร้างขึ้นในปี 1920 เพื่อเป็นที่ระลึก 50 ปีหลังเหตุการณ์อุราคามิยงบังคุซุเระ (浦上四番崩れ Urakami Yonban Kuzure) หรือการล่มสลายของชุมชนคริสตังอุราคามิครั้งที่ 4 ในปี 1869 กล่าวคือ ในช่วงที่คริสตศาสนายังเป็นสิ่งต้องห้าม มีเหตุการณ์จับกุมประชาชนที่นับถือศาสนาคริสต์หลายครั้ง จนกระทั่งคริสตังลับหมู่บ้านอุราคามิไปแสดงตัวกับคุณพ่อชาวฝรั่งเศสโบสถ์โออุระในปี 1865 และมีคนอื่น ๆ ไปขอรับพิธีล้างบาปกลับเข้าสู่พระศาสนจักร เรื่องราวรั่วไหลไปถึงรัฐบาลบากุฟุซึ่งถือว่าเป็นการต่อต้านรัฐบาลจึงได้จับกุมชาวบ้านนำตัวไปทรมาน เหตุการณ์ช่วงแรกนี้ทำให้กงสุลต่างประเทศไม่พอใจและร้องเรียนรัฐบาลจนชาวบ้านได้รับการปล่อยตัว อย่างไรก็ตามเมื่อมีการปฏิรูปเมจิอันเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลเมจิในปี 1867 ฝ่ายรัฐบาลได้เนรเทศชาวบ้านอุราคามิหลายพันคนออกนอกพื้นที่ไปยังเขตอื่น จนกระทั่งมีการประกาศให้ประชาชนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาในปี 1873 ชาวบ้านจึงย้อนกลับได้กลับมาอยู่ที่เดิมและสร้างชุมชนคริสตังขึ้นมาใหม่

พิกัด GPS: 32.776155, 129.868387



เนื่องจากเวลาไม่ค่อยพอและผู้ติดตามกิตติมศักดิ์ไม่อยากไปชมพิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูนางาซากิ ป้าหมวยเลยลัดเลาะเดินตามทางไปขึ้นรถรางสาย 1 ที่สถานี Hamaguchimachi และลงที่สถานี Dejima เพื่อชมพิพิธภัณฑ์เกาะเดจิมะค่ะ


เกาะเดจิมะ (出島 Dejima)


เรือนกัปปิตัน สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมฮอลันดา

เดิมเป็นเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นในปี 1636 โดยใช้แรงงานคนขุดคลองตัดคาบสมุทรเล็ก ๆ ให้แยกตัวออกมาเป็นเกาะเล็ก ๆ รูปพัด มีสะพานเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ เดิมมีพื้นที่ประมาณ 13,000 ตารางเมตร สร้างขึ้นเพื่อจำกัดกิจกรรมและการเผยแพร่ศาสนาของชาวตะวันตกตามนโยบายปิดประเทศของรัฐบาลบากุฟุ ในช่วงแรกชาวโปรตุเกสได้รับอนุญาตให้อยู่ที่เดจิมะ แต่ภายหลังถูกขับไล่ออกไปหลังเกิดเหตุกบฏชิมาบาระในปี 1637 และรัฐบาลได้บังคับให้ชาวฮอลันดาและคนงานจากเมืองฮิราโดะมาอยู่ที่เดจิมะแทนในปี 1641 มีเพียงชาวญี่ปุ่นที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถติดต่อกับชาวฮอลันดาและได้รับการถ่ายทอดความรู้ต่าง ๆ จากตะวันตกเช่น ด้านการแพทย์ ดาราศาสตร์ การทหาร เดจิมะจึงเป็นเหมือนหน้าต่างสู่โลกภายนอกของญี่ปุ่นตลอดระยะเวลาสองร้อยปีที่ปิดประเทศ

ปัจจุบันเดจิมะไม่ได้มีสภาพเป็นเกาะอย่างแต่ก่อนเพราะมีการถมพื้นที่ด้านทะล ทางเทศบาลเมืองทยอยปรับปรุงฟื้นฟูบ้านพัก อาคาร โกดังและกำแพงต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วงปี 1990 เป็นต้นมา นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายขุดคลองให้รอบด้านจนมีสภาพเป็นเกาะเหมือนในอดีตด้วย

ภายในพื้นที่พิพิธภัณฑ์เกาะเดจิมะ แบ่งเป็น 3 ส่วน คือส่วนช่วงปิดประเทศ (ซาโกกุ) ส่วนช่วงปลายยุคบาคุมัตสึ และส่วนช่วงยุคเมจิ มีอาคารจัดแสดงเทคนิคการขุดฟื้นฟูพื้นที่ อาคารโกดัง จำลองห้องพักของกัปปิตัน ห้องอาหาร โรงเรียนสอนศาสนาคริสต์โปรแตสแตนท์ เกาะเดจิมะย่อส่วน เป็นต้น

เวลาทำการ: 8:00 - 18:00

วันหยุด: ไม่มีวันหยุด

ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 510 เยน เยาวชนอายุ 15-18 ปี 200 เยน เด็กอายุ 6-15 ปี 100 เยน  สามารถใช้บัตร Discount Card ที่ได้จากการพักโรงแรมที่เข้าร่วมแคมเปญลดราคาได้

พิกัด GPS: 33.372990, 129.552380
เว็บไซท์: http://nagasakidejima.jp/


จากเดจิมะเดินทะลุทางออกอีกด้านไปตามคลองทางขวาจะเป็นทางไปเขตไชน่าทาวน์ของนางาซากิค่ะ สังเกตไม่ยากเพราะมีประตูแบบจีนเสาสีแดงอยู่ข้างหน้า แต่เราแค่ผ่าน ๆ บริเวณนี้ ไม่ได้เดินละเอียดเพราะไม่ได้แวะทานหรือซื้ออะไรเลยค่ะ ส่อง ๆ ดูราคาค่อนข้างสูงเหมือนกัน


ไชน่าทาวน์ นางาซากิ (長崎新地中華街 Nagasaki Shinchi Chūkagai / Nagasaki China Town)

เป็นชุมชนชาวจีนของนางาซากิ ได้ชื่อว่าเป็นไชน่าทาวน์ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นและเป็นหนึ่งในสามไชน่าทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดนอกเหนือจากที่โยโกฮาม่าและโกเบ เป็นแหล่งรวมร้านค้า อาหารจีนต่าง ๆ อาหารที่ขึ้นชื่อ ได้แก่ จัมปง (ちゃんぽん Champon) หรือบะหมี่ใส่ผักราดซุปข้น ซาราอุด้ง (皿うどん Sara Udon)ที่คล้ายหมี่ผัดโกยซีหมี่ คาคุนิมันจู (角煮まんじゅう Kakuni Manjū) หรือซาลาเปาหมูสามชั้น เป็นต้น


ไชน่าทาวน์นางาซากิ


พิกัด GPS: 32.741487, 129.875309


จากไชน่าทาวน์ป้าเดินไปขึ้นรถรางสาย 4 ที่สถานี Tsukimachi ไปลงที่สถานี Nigiwaibashi แล้วเดินออกมาบริเวณแม่น้ำเพื่อไปชมสะพานแว่นตาค่ะ


สะพานแว่นตา (眼鏡橋 Megane-bashi / Megane Bridge)


สะพานแว่นตาเมะงาเนะบาชิ

บริเวณริมแม่น้ำนาคาชิมะงาวะ (中島川 Nakashimagawa) ที่เชื่อมต่อกับทะเลมีสะพานเก่าแก่หลายแห่ง ในบรรดาสะพานเหล่านี้สะพานแว่นตา (Meganebashi) เป็นสะพานที่สวยงามและโดดเด่นที่สุด มีการทำฝายผ่อนกระแสน้ำให้มีน้ำอยู่เต็มสะท้อนเงาสะพานเป็นรูปแว่นตาตลอดเวลา

เป็นสะพานเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเพื่อข้ามแม่น้ำนาคาชิมะงาวะแห่งนี้ในปี 1634 สร้างโดยเจ้าอาวาสรุ่นที่ 2 ของวัดโคฟุคุจินามว่า โมคุสึ เนียวโจ (黙子如定 Mokusu Nyojō) สะพานมีความยาว 22 เมตรและกว้าง 3.65 เมตร ได้ชื่อว่าเป็นสะพานหินโค้งที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น มีชื่อว่าสะพานแว่นตา เพราะวงโค้งของสะพานสะท้อนเงาในน้ำเหมือนแว่นตาได้ขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินสำคัญทางวัฒนธรรมในปี 1960

พิกัด GPS: 32.747146, 129.880102


ช่วงนี้เริ่มเย็นแล้วค่ะ อากาศก็ไม่ค่อยดีเริ่มมีฝนตก ป้าเดินไปตามแม่น้ำแล้วเลี้ยวขวาไปถนนบริเวณเชิงเขา แวะวัดโคฟุคุจิ (興福寺 Koufuku-ji) ที่เป็นวัดพุทธนิกายเซ็นสายโอบาคุ สร้างขึ้นในปี 1620 มีหอบูชาเทพแห่งท้องทะเลหม่าโจ้ว เพราะไปถึงก็ใกล้ปิดแล้วเลยไม่ได้เข้าไป สรุปคือได้ไปชมแค่หน้าวัดค่ะ จากนั้นเดินไปอีกนิดจะถึงสถานี Suwajinja-mae ก็ขึ้นรถรางสาย 3 ไปลงสถานี Nagasaki Eki-mae 


อินาสะโรปเวย์ (稲佐ロープウェイ Inasa Ropuwei / Inasa Ropeway)


จากนี้ป้าหมวยโปรแกรมขึ้นอินาสะโรปเวย์ (稲佐ロープウェイ Inasa Rōpuwei) ไปชมเมืองนางาซากิบนยอดเขาอินาสะค่ะ ตอนนี้ฝนเริ่มลงเม็ดแล้วแต่ก็คิดว่าน่าจะยังพอไหวเพราะมีเวลาแค่วันนี้วันเดียว ขึ้นรถบัสสาย 3 หรือ 4 ไปลงที่ป้าย Ropeway-mae ซึ่งอยู่ข้างหน้าศาลเจ้าฟุฉิ (淵神社 Fuchi Jinja) เดินเข้าไปในพื้นที่ศาลเจ้าจะมีอาคารซึ่งเป็นจุดจำหน่ายตั๋วและรอขึ้นโรปเวย์ค่ะ ปกติค่าโรปเวย์ไปกลับคนละ 1,230 เยน แต่ใช้บัตร Discount Card เหลือ 610 เยนเท่านั้น

วิวจากยอดเขาอินาสะในวันฝนตก

ช่วงที่รอขึ้นโรปเวย์ประมาณ 5 โมงครึ่ง ฝนกำลังลงเม็ดบาง ๆ คนก็ยังไม่เยอะค่ะ แต่พอขึ้นไปถึงเท่านั้นล่ะ ฝนลงเม็ดหนาขึ้น ต้องรีบวิ่งจากสถานีเข้าอาคาร แล้วฝนก็ตกหนักจนขึ้นไปดูวิวไม่ได้ ต้องนั่งรอจนกว่าฝนจะซาลงบ้าง ก็ได้แค่ดูกับถ่ายรูปนิดหน่อยเองค่ะ ไม่สวยใสอย่างที่วันอื่น ๆ พอขึ้นโรปเวย์ลงมาเห็นคนจำนวนไม่น้อยรอคิวอยู่สถานีข้างล่างแสดงว่าคนอยากขึ้นมาชมวิวเหมือนกับเราแม้ว่าจะต้องฝ่าฝนมาก็ตาม

เวลาทำการ: 9:00-22:00

วันหยุด: ไม่มีวันหยุด

ค่าขึ้นโรปเวย์: ไปกลับสำหรับผู้ใหญ่ 1,230 เยน เยาวชนชั้นม.ต้น-ม.ปลาย 920 เยน เยาวชนชั้นประถม 610 เยน   สามารถใช้บัตร Discount Card ที่ได้จากการพักโรงแรมที่เข้าร่วมแคมเปญลดราคาได้

ใช้เวลาเดินทางด้วยกระเช้า 5 นาที กระเช้ารับคนได้ 30 คน ให้บริการทุก ๆ 15-20 นาที

พิกัด GPS: 32.757948, 129.859707 (สถานี Fuchi Jinja)
เว็บไซท์: http://www.nagasaki-ropeway.jp



วันที่ 7 เมษายน 2016

วันนี้ป้าหมวยเซ็งมากค่ะ ฝนตกหนักโปรแกรมล่มหมดเลย คืนก่อนหน้าดูพยากรณ์อากาศ บอกว่าวันรุ่งขึ้น (วันที่ 7 เมษา) ฝนจะตกถึง 90% ตั้งแต่เช้าไปจนถึงเย็น และมีคลื่นสูงถึง 4 เมตร ซึ่งเป็นไปตามนั้นจริง ๆ ฟ้าครึ้มฝนตกหนักสลับเบา ลมแรงมาก ๆ ที่จริงวันนี้ป้ามีแผนจะไปเที่ยวทางตะวันออกของนางาซากิ คือ สวนโกลเวอร์ โบสถ์โออุระ ศาลเจ้าขงจื้อ ที่สำคัญคือจองทัวร์ลงเรือเที่ยวเกาะฮาชิมะไว้แล้วตอน 10 โมง แต่มีเมล์แจ้งมาว่าบริษัทขอยกเลิกทัวร์เนื่องจากมีคลื่นสูงแล้วจะรีฟันด์เงินคืนให้ทางบัตรเครดิต ป้าเสียดายอยู่เหมือนกันค่ะ อุตส่าห์วางแผนจองล่วงหน้าไว้ตั้งหลายเดือน แต่มาถูกหวยอากาศไม่ดีเอาวันนี้ คิดว่าจะหาโอกาสกลับมาเที่ยวแก้มืออีกครั้งค่ะ


ฝนตกที่นางาซากิ ลมก็แรงมาก


ตามแผนเดิมจะเที่ยวนางาซากิจนเย็นแล้วค่อยเดินทางไปชิมาบาระช่วงค่ำ แต่ในเมื่อแผนล่มเลยนอนเล่นในโรงแรมไปจนได้เวลาเช็คเอาท์ แล้วเดินทางไปชิมาบาระก่อนเวลา โดยให้โรงแรมเรียกรถแท็กซี่ให้ เป็นการขึ้นรถแท็กซี่ครั้งแรกซึ่งต้องบอกว่าแท็กซี่ญี่ปุ่นบริการดีสมคำร่ำลือ ใช้เวลาเดินทางลัดเลาะไปตามถนนถึงสถานีใช้เวลาประมาณ 7-8 นาที ค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 500 เยนหรือ 150 บาท ค่าโดยสารครั้งนี้จ่ายไป 510 เยน (แพงใช่ย่อยนะคะแต่ทำไงได้)

จากสถานีป้าขึ้นรถไฟ JR ขบวน Seaside Liner ประมาณ 40 นาทีไปถึงอิซาฮายะ (諫早 Isahaya) แล้วต่อรถไฟเอกชนสายชิมาบาระเท็ตสึโด (島原鉄道 Shimabara Tetsudō หรือเรียกย่อว่าชิมาเท็ตสึ) อีก 1 ชั่วโมงก็จะถึงเมืองชิมาบาระค่ะ ค่ารถไฟต่อแรก 460 เยน ต่อที่สอง 1,430 เยนค่ะ พอไปถึงฝนยังตกหนักจนออกไปไม่ได้เลยเดินดูรอบ ๆ สถานีรถไฟชิมาบาระค่ะ ที่นี่เป็นสถานีรถไฟหลักของเมืองชิมาบาระ เป็นของบริษัทชิมาเท็ตสึซึ่งเป็นบริษัทเอกชน ให้บริการรถไฟรถบัสในพื้นที่ชิมาบาระ รวมทั้งเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากระหว่างชิมาบาระและคุมาโมโต้ หลังคาทางเข้าสถานีสร้างแบบญี่ปุ่นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากประตูทางเข้าปราสาทชิมาบาระ


สถานีรถไฟชิมาบาระ


 นอกจากมีร้านขายของฝากแล้วมีตู้ปลาที่มีปลาคาร์พสีทองตัวใหญ่เบิ้มกับปลาทองยักษ์หนึ่งคู่ว่ายอยู่ ปลาคาร์พตัวนี้ไม่ใช่ธรรมดา เป็นถึงว่าที่ "นายสถานีปลาคาร์พ" ตัวแรกของญี่ปุ่นเชียวนะ

ช่วงนั้นเป็นช่วงกำลังประกวดตั้งชื่อให้ปลาคาร์พตัวนี้และจะแต่งตั้งเป็นนายสถานีรถไฟชิมาบาระ ให้สมกับเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องปลาคาร์พว่ายน้ำในทางน้ำใต้ดินและเข้ากับคอนเซ็ปโปรเจ็ค "อาณาจักรรถไฟสีเหลืองแห่งความสุข" (幸せ黄色列車の王国 Shiawase no kīroi ressha no ōkoku) ที่เป็นโปรเจคส่งเสริมกิจกรรมการค้าการท่องเที่ยวของอิซาฮายะ-อุนเซ็น-ชิมาบาระ-มินามิชิมาบาระ มีบอกรายละเอียดส่วนตัวไว้ด้วย บอกว่าเป็นปลาคาร์พเพศเมีย (จริง ๆ นะ) อายุตอนนั้น 7 ปี ลำตัวยาว 80 เซ็นติเมตร ส่วนน้ำหนักเป็นความลับ (เพื่อออ..?) มีแผ่นให้กรอกชื่อที่อยากตั้งพร้อมรายละเอียดที่อยู่เบอร์โทรเผื่อชนะการประกวดได้รางวัลมูลค่า 30,000 เยน แล้ววันที่ 5 พฤษภาคมมีการประกาศผล ปรากฏว่าปลาคาร์พสาวตัวนี้ได้ชื่อว่า "ซัทจัง" (さっちゃん Sacchan) ค่ะ ใครไปถึงชิมาบาระอย่าลืมไปทักทายนายสถานีด้วยนะคะ เธอว่ายไปว่ายมาอยู่ในห้องทำงาน (ตู้ปลา) ตลอดค่ะ


ห้องทำงานของนายสถานีซัทจัง มีผู้ช่วย(?)เป็นปลาทอง 2 ตัว


พอฝนซาแล้วเดินออกมาจากสถานีประมาณ 10 นาทีก็ถึง Shimabara Station Hotel เจ้าหน้าที่ใจดีเห็นว่าฝนตกและห้องทำความสะอาดแล้วเลยให้ early check-in ได้ก่อนเวลา 2 ชั่วโมง โรงแรมอาจจะดูเก่าไปนิดแต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน มี Welcome drink ให้เลือกฟรีจากตู้แช่ เจ้าหน้าที่ให้ห้องที่ชั้น 8 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด ห้องกว้างแต่เหม็นบุหรี่นิดหน่อย มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นปราสาทชิมาบาระ ที่นี่มีเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าให้ใช้ฟรีเลยได้โอกาสซักอบผ้าเต็มที่ แต่อาหารเช้าเป็นออฟชั่นเสริมเสียเงินเพิ่มประมาณ 700 เยน/คน/วันค่ะ


วิวปราสาทชิมาบาระจากหน้าต่างโรงแรม


ช่วงเย็นยังมีฝนตก ออกมาไปทานข้าวเย็นที่ร้านฮิเมะมัตสึยะ ฮงเท็น (姫松屋本店 Himematsuya Honten) ค่ะ ร้านนี้อยู่ตรงข้ามปราสาทชิมาบาระ เปิดมาตั้งแต่ปี 1813 ถึงปัจจุบันก็ร้อยปีกว่า อาหารขึ้นชื่อของร้านคือ "กุโซนิ" (具雑煮 Guzouni) หรือซุปผักต้มทรงเครื่อง โซนิมีหลากหลายรูปแบบแล้วแต่ภูมิภาค ใส่ผักต่าง ๆ เนื้อไก่ เนื้อปลาแล้วแต่หาได้ และแป้งโมจิต้มรวมในน้ำซุปปรุงรส เดิมเป็นอาหารสำหรับซามุไรที่ปรุงขึ้นระหว่างการรบในสมรภูมิ ต่อมากลายเป็นอาหารที่สามัญชนทั่วไปหาทานได้ และนิยมทานกันในช่วงเทศกาลปีใหม่ สำหรับกุโซนิของชิมาบาระเชื่อว่าเป็นอาหารที่กลุ่มกบฏที่นำโดยอามาคุสะชิโร่ปรุงขึ้นทานโดยใช้วัตถุดิบที่หาได้จากภูเขาและทะเลขณะตั้งมั่นอยู่ในปราสาทฮาระ



กุโซนิของร้านฮิเมะมัตสึยะ


กุโซนิของร้านฮิเมะมัตสึยะมีส่วนประกอบของผักกาดขาว ลูกชิ้นปลา 3 ชนิด ปลาไหลย่าง รากโกโบ ไข่ทอดแผ่นบาง เห็ดหอม เต้าหู้ขาว รากบัว เนื้อไก่ แป้งโมจิ และผักตั้งโอ๋ ต้มในน้ำซุปปลาคัทซึโอะปรุงรสด้วยซอสโชยุสีเหลืองอ่อน อร่อยมากค่ะ เป็นคนชอบทานน้ำซุปอยู่แล้วเจอชามนี้ทานเกลี้ยงแทบไม่เหลือแม้แต่น้ำ


ตกค่ำฝนหายแล้ว แวะซื้อของที่ Family Mart ที่อยู่ข้างโรงแรม เข้าห้องพักชมปราสาทชิมาบาระที่เปิดไฟสวยงามได้จากหน้าต่าง สรุปว่าวันนี้ไม่ได้เที่ยวไหนในนางาซากิเลยเพราะฝนตกหนักและลมแรงมาก ได้แต่ย้ายเมืองจากนางาซากิมาที่ชิมาบาระตามกำหนดการเฉย ๆ ค่ะ

Sunday, February 25, 2018

ปูพื้นประวัติศาสตร์คริสตศาสนาในญี่ปุ่นและนางาซากิ

สวัสดีค่ะ ป้าหมวยยยค่ะ

ถึงจะเขียนบล็อกมาไม่นาน แต่ทุกท่านอาจสังเกตได้ว่า ท่องเที่ยวของป้ามีหลายครั้งที่พาไปชมโบสถ์หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนางาซากิ นั่นเป็นเพราะส่วนตัวป้าสนใจในประวัติศาสตร์คริสตศาสนาในญี่ปุ่น และนางาซากิก็เป็นจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับด้านนี้อย่างลึกซึ้งมาก ๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อที่ทุกท่านจะได้เข้าใจเกี่ยวกับสถานที่ต่าง ๆ มากขึ้นจึงจำเป็นต้องกล่าวถึงภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของคริสตศาสนาในญี่ปุ่นและนางาซากิค่ะ

เนื้อหาส่วนหนึ่งเอามาจากกระทู้  “ปูพื้นประวัติศาสตร์คริสตศาสนาในญี่ปุ่นก่อนชมภาพยนตร์ SILENCE / ศรัทธาไม่เงียบ” ในพันทิปค่ะ คือป้าหมวยยยเป็นคนเขียนเองแหละค่ะ ไหน ๆ ก็เคยทำสรุปไว้แล้วเลยเอาเนื้อหาในนั้นมาใช้ด้วยเลยละกัน แต่อันนี้จะเพิ่มเติมเนื้อหาและปรับคำศัพท์บ้าง

อธิบายคำศัพท์เฉพาะคาทอลิกที่น่าจะเจอบ่อย ๆ แบบเข้าใจง่าย ๆ ก่อนสักเล็กน้อย

คริสตัง (คิริชิตัง) キリシタン / Kirishitan  

คำนี้มาจากภาษาโปรตุเกส Cristão หมายถึงชาวญี่ปุ่นผู้นับถือคริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิกโดยเฉพาะในยุคคริสศตวรรษที่ 17-19 ในภาษาญี่ปุ่นปัจจุบันมักใช้เป็นตัวคาตากานะ แต่สมัยก่อนนิยมใช้ 切支丹  ในยุคคริสตศาสนารุ่งเรืองเคยปรากฏการใช้คันจิ 吉利支丹 ที่ใช้ตัวอักษรที่มีความหมายเป็นมงคล และมีการเปลี่ยนไปใช้คันจิ 切死丹, 鬼理死丹 ที่มีความหมายแง่ลบเมื่อรัฐบาลสั่งห้ามนับถือศาสนาคริสต์

ในสังคมไทยมีการใช้คำว่า "คริสตัง" มาตั้งแต่สมัยอยุธยาโดยมีรากคำมาจากภาษาโปรตุเกสเช่นเดียวกัน ปัจจุบันยังใช้ในภาษาพูดเป็นอันเข้าใจความหมาย แต่อย่างเป็นทางการนิยมใช้คำว่า "คริสตชน" หรือ "คริสตศาสนิกชน" มากกว่า

(ในบล็อคป้าขอยึดตามแบบญี่ปุ่น โดยใช้คำว่า "คริสตัง" กับผู้นับถือคริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิกสมัยก่อน และใช้คำว่า "คริสตชน" กับผู้นับถือในยุคหลังนะคะ)

มรณสักขี (殉教者 Junkyōsha)

ภาษาอังกฤษคือ Martyr (มาร์ตีร์) หมายถึง ผู้ที่ยอมตายเพื่อเป็นสักขีพยานถึงความเชื่อในศาสนา คำนาม Martyrdom หมายถึงการสละชีพเพื่อยืนยันความเชื่อ

บุญราศี (副者 Fukusha)

ภาษาอังกฤษคือ The Blessed หมายถึง บุคคลที่เสียชีวิตไปแล้วและได้มีการเสนอชื่อต่อพระศาสนจักรคาทอลิกโดยได้รับการสืบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนตามลำดับขั้นตอนใช้เวลายาวนาน จนได้รับประกาศยกย่องและรับรองว่า บุคคลผู้นั้นมีคุณธรรมและคุณงามความดีสูงส่งและได้แสดงความศรัทธาต่อพระเจ้าอันเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน ได้เข้าสู่สวรรค์ร่วมพระสิริมงคลในพระเจ้าและสามารถขอพรจากพระองค์แทนมนุษย์ในโลกได้  ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นบุญราศีอาจเป็นมรณสักขีหรือมีอัศจรรย์อันเชื่อว่าเกิดจากการภาวนาต่อบุคคลนั้น ๆ โดยมากมักจะเป็นกรณีทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรองว่าไม่สามารถพิสูจน์ด้วยหลักทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์

เมื่อบุคคลหนึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นบุญราศีแล้ว จะมีการกำหนดวันฉลองและได้รับบทภาวนาโดยเฉพาะในพิธีกรรมตามปฏิทินในพระศาสนจักรท้องถิ่น ภาษาอังกฤษ Beatification หรือการแต่งตั้งเป็นบุญราศีถือเป็นลำดับขั้นก่อนที่บุคคลนั้นจะได้รับสถาปนาขึ้นเป็นนักบุญ

นักบุญ (聖人 Seijin)

ภาษาอังกฤษคือ Saint หมายถึง บุคคลที่เสียชีวิตไปแล้วและพระศาสนจักรคาทอลิกได้ประกาศรับรองเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ในสวรรค์ เมื่อการแต่งตั้งบุคคลหนึ่งเป็นบุญราศีแล้วจำเป็นต้องมีอัศจรรย์อันเชื่อว่าเกิดจากการภาวนาต่อบุคคลนั้น ๆ ในการประกอบการพิจารณาและเป็นไปตามดุลพินิจของสมเด็จพระสันตปาปา บางกรณีอาจใช้เวลายาวนานหลายสิบหรือเป็นร้อยปีในการพิจารณาขึ้นเป็นนักบุญ

เมื่อบุคคลนั้นได้รับการพิจารณาให้เป็นนักบุญแล้วจะมีพิธีสถาปนาอย่างเป็นทางการโดยสมเด็จพระสันตปาปา บางครั้งอาจจัดขึ้นที่กรุงวาติกัน หรืออาจจัดขึ้นที่ประเทศท้องถิ่นของนักบุญองค์นั้นก็ได้ การสถาปนาในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Canonization

เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันเลยนะคะ 

จุดเริ่มต้นอันรุ่งเรือง

ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกได้เผยแผ่เข้าสู่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในราวปี 1549 ที่ยังอยู่ช่วงยุคสงครามกลางเมืองหรือยุคเซ็นโกกุ (戦国 Sengoku) โดยคุณพ่อฟรังซิสเซเวียร์ (Francis Xavier, 1506 - 1552) แห่งคณะเยซูอิตที่มีโปรตุเกสเป็นผู้สนับสนุนได้ขึ้นฝั่งที่คาโกชิม่าและเริ่มเผยแพร่ศาสนาในพื้นที่ต่าง ๆ หลังจากนั้นเริ่มมีพระสงฆ์คาทอลิกและภารดาจากคณะอื่น ๆ เช่น คณะฟรังซิสกันและคณะโดมินิกันที่มีสเปนเป็นผู้สนับสนุนเข้าไปแพร่ธรรมด้วย มีผู้เข้ารับศีลล้างบาปมากมายนับแสนคนทั้งไดเมียวผู้ครองเขตต่าง ๆ และประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ ไดเมียวคริสตังที่มีชื่อเสียง เช่น


  • ยอห์น ฟรังซิสโก โอโทโมะ โซริน (ドン フランシスコ 大友宗麟 John Francis Ōtomo Sōrin, 1530 - 1587) แห่งเขตฟุไน (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดโออิตะ)
     
  • ยอห์น โปรทาซีโอ อาริมะ ฮารุโนบุ (ドン プロタジオ 有馬晴信 John Protasius Arima Harunobu, 1567 - 1612) แห่งเขตฮิโนะเอะ (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนางาซากิ)
     
  • บาร์โธโลมิว โอมูระ สุมิทาดะ (バルトロメオ 大村純忠 Bartholomew Ōmura Sumitada, 1533 - 1587) แห่งเขตโอมูระ (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดซางะ)
     
  • ออกุสติโน โคนิชิ ยูคินางะ (アグスチノ 小西行長, Augustine Konishi Yukinaga, 1558 - 1600) แห่งเขตอุโตะ (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดคุมาโมโต้)
     
  • ยอห์น ยุสโต ทากายามะ อุคง (ドン ジュスト 高山右近  John Justus Takayama Ukon, 1553 - 1615) แห่งเขตทาคาทสึกิ (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดโอซาก้า)
     
ในจำนวนนี้โอมูระ สุมิทาดะเป็นไดเมียวคนแรกที่รับศีลล้างบาปในปี 1563

การที่ผู้ปกครองยอมให้มีการเผยแพร่ศาสนา ส่วนหนึ่งด้วยผลประโยชน์ที่ได้จากชาติตะวันตกที่มีพระสงฆ์คาทอลิกเป็นคนกลางช่วยเจรจาด้านการค้าและอาวุธยุทโธปกรณ์

ศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่นยุคนั้นรุ่งเรืองมาก ช่วงปี 1579 คุณพ่ออเล็กซานโดร วาลิญาโน (Alessandro Valignano, 1539 - 1606) แห่งคณะเยซูอิตได้บุกเบิกการสร้างสถานที่ฝึกอบรมสร้างนักบวชและพระสงฆ์คาทอลิกที่เป็นชาวท้องถิ่นได้แก่ เซมินาริโย คอเรจิโย โนบิชาโดะ ขึ้นในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในคิวชู

  • “เซมินาริโย” (セミナリヨ Seminariyo มาจากภาษาโปรตุเกส Seminário = Seminary ในภาษาอังกฤษ) หรือบ้านเณรเล็กที่ให้การศึกษาภาษาละติน วิชาดนตรี วิชาเทวศาสตร์ในชั้นต้นขึ้นที่เขตอะสึจิ (安土 Azuchi ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดชิงะใกล้เมืองเกียวโต) และที่เขตอาริมะ (有馬 Arima ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนางาซากิ)
     
  • “คอเรจิโย” (コレジヨ Korejiyo มาจากภาษาโปรตุเกส Collegio = College ในภาษาอังกฤษ) คือสามเณราลัยหรือบ้านเณรใหญ่ที่ให้การศึกษาระดับสูงทั้งภาษาละติน ภาษาต่างประเทศ วิชาเทวศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิชาดนตรี วิชาการเทศนา เป็นต้น
     
  • “โนบิชาโดะ ノビシャド(Nobishado มาจากภาษาโปรตุเกส Noviciado = Novitiate ในภาษาอังกฤษ) หรือนวกสถานซึ่งเป็นสถานที่ฝึกอบรมการใช้ชีวิตนักบวชที่เขตอุสึกิ (臼杵 Usuki ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดโออิตะ)

นอกจากนี้ยังการส่งคณะยุวทูตเท็นโช (天正遣欧少年使節 Tenshō Ken’ō Shōnen Shisetsu) ไปยังยุโรปในปี 1582 ภายใต้การแนะนำของคุณพ่ออเล็กซานโดร วาลิญาโนโดยมีไดเมียวคริสตัง 3 คนโอโทโมะ โซริน อาริมะ ฮารุโนบุและโอมูระ สุมิทาดะเป็นผู้สนับสนุน คณะทูตประกอบด้วยเด็กหนุ่มคริสตังจากตระกูลชนชั้นสูง 4 คน คือ มันซีโอ อิโต้ (Mancio Ito  マンショ伊東 ), มิกูเอล ชิจิวะ (Miguel Chijiwa  ミゲル千々石 ), จูเลียน นาคาอุระ  (ジュリアン中浦 Julião Nakaura), มัลติโน ฮาระ  (マルティノ原 Martinho Hara) คนรับใช้และล่าม คณะทูตใช้เวลาเดินทางและพำนักในยุโรปรวม 8 ปี มีโอกาสได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตปาปาและกษัตริย์หลายพระองค์ นับเป็นการส่งทูตอย่างเป็นทางการไปยังยุโรปเป็นครั้งแรก


4 ยุวทูตเทนโช


ต่อมาเมื่อการปกครองเปลี่ยนมือไปยังโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ (豊臣秀吉 Toyotomi Hideyoshi, 1537 - 1598) ผู้รวมประเทศให้เป็นหนึ่ง ฮิเดโยชิเริ่มมองว่า ศาสนาคริสต์อาจเป็นภัยคุกคามต่อการปกครองในภายหน้าจึงได้ออกคำสั่งขับไล่บาทหลวงคาทอลิกในปี 1587 เรียกว่า "บาเตเรน-ทซึยโฮเร" (伴天連追放令 Bateren Tsuihōrei คำว่า บาเตเร็น มาจากภาษาโปรตุเกส Padre แปลว่าคุณพ่อ, บาทหลวง) เพื่อควบคุมกิจกรรมการเผยแพร่ศาสนา แต่เนื่องจากยังมีผลประโยชน์ทางการค้ากับชาติตะวันตกอยู่คำสั่งนี้จึงไม่ได้บังคับใช้อย่างเข้มงวดรุนแรงนัก 


ทนทุกข์จากการเบียดเบียนศาสนา

ในปี 1596 เกิดเหตุการณ์เรือสเปน San Felipe ที่เดินทางจากมะนิลาไปยังเม็กซิโกถูกพายุพัดเสียหายและเกยตื้นที่ชายฝั่งญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่รัฐบาลพบสินค้าและปืนใหญ่จำนวนมากจึงยึดไว้ พระสงฆ์บนเรือพยายามเจรจาช่วยเหลือกัปปิตันให้ได้สินค้าคืน เจ้าหน้าที่รัฐบาลได้พูดคุยกับกัปปิตันซึ่งได้โอ้อวดการยึดครองอาณานิคมของสเปนที่ใช้ทั้งศาสนาและกำลังทางทหารเป็นเครื่องมือ เจ้าหน้าที่เข้าใจว่าทั้งโปรตุเกสและสเปนนั้นพฤติกรรมไม่ต่างกัน เมื่อความไปถึงฮิเดโยชิซึ่งไม่ไว้ใจชาวตะวันตกอยู่แล้วจึงเข้าใจว่า ทั้งอาวุธที่พบและกิจกรรมเผยแพร่ศาสนาคริสต์ทั้งปวงมีการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกอยู่เบื้องหลัง ฮิเดโยชิจึงออกประกาศบังคับห้ามประชาชนนับถือศาสนาคริสต์อีกครั้งในวันที่ 8 ธันวาคม 1596 

มีการจับกุมพระสงฆ์ ภราดาที่อยู่บนเรือและคริสตังในพื้นที่เกียวโตและโอซาก้ารวม 26 คน ในจำนวนนี้มีเด็กอายุเพียง 12 ปีรวมอยู่ด้วย ทุกคนถูกเฉือนใบหูและบังคับให้เดินเท้าท่ามกลางความหนาวเย็นเป็นระยะทางนับพันกิโลเมตรจากเกียวโตไปยังเนินนิชิซากะ (西坂 Nishizaka) ที่นางาซากิและถูกประหารบนไม้กางเขนในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1597 มรณสักขีทั้ง 26 คนได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญทั้ง 26 แห่งญี่ปุ่น (日本二十六聖人 Nihon Nijūroku Seijin / Twenty-Six Martyrs of Japan) ในปี 1862


เหตุการณ์ 26 มรณสักขี


โทโยโทมิ ฮิเดโยชิเสียชีวิตลงในปี 1598 และเกิดสงครามชิงอำนาจขึ้นอีกครั้ง ชัยชนะตกเป็นของโตกุกาวะ อิเอยาสึ (徳川家康 Tokugawa Ieyasu, 1543 - 1616) ในสงครามชี้ขาดที่ทุ่งเซกิงาฮาระ (関ヶ原の戦い Sekigahara no Tatakai) อิเอยาสึขึ้นเป็นโชกุนและยังคงนโยบายต่อต้านศาสนาคริสต์โดยออกคำสั่งห้ามนับถือศาสนาคริสต์ (禁教令 Kinkyōrei) มีผลทั่วประเทศในปี 1614 


แผ่นป้ายประกาศห้ามนับถือศาสนาคริสต์ที่พิพิธภัณฑ์ปราสาทชิมาบาระ


หลังจากนั้น เมื่ออิเอยาสึเสียชีวิตลงในอีกสองปีถัดมา โตกุกาวะ ฮิเดะทาดะ (徳川秀忠 Tokugawa Hidetada, 1579 - 1632) ผู้เป็นบุตรชายสืบอำนาจแทนและดำเนินนโยบายอย่างเฉียบขาด มีการตรวจสอบและกวาดล้างผู้นับถือศาสนาคริสต์ที่ไม่ยอมทิ้งศาสนามากมาย

ตลอดช่วงระยะเวลา 1597 - 1639 เป็นระยะเวลาเกือบ 45 ปี มีการทรมานและประหารคริสตังมากมายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไม่เฉพาะในนางาซากิ แต่การประหารคริสตังจำนวนมาก นอกจากเหตุการณ์ประหารมรณสักขีทั้ง 26 ในปี 1597 แล้วยังมี "เหตุการณ์มรณสักขีครั้งใหญ่ปีเก็นนะ" (元和の大殉教 Genna no Daijunkyō / The Great Genna Martyrdom) ที่ประหารคริสตัง 55 คนด้วยการตัดศีรษะหรือเผาทั้งเป็นบนเนินนิชิซากะในวันที่ 10 กันยายน 1622


เหตุการณ์มรณสักขีครั้งใหญ่ปีเก็นนะ


ในยุคสมัยของโตกุงาวะ อิเอมิตสึ (徳川家光 Tokugawa Iemitsu, 1604 - 1651) โชกุนรุ่นที่สามของตระกูลโตกุกาวะ เกิดเหตุการณ์สำคัญคือ กบฏชิมาบาระ (島原の乱 Shimabara no Ran) ที่ชาวนาคริสตังในพื้นที่ชิมาบาระ (島原 Shimabara ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนางาซากิ) และอามาคุสะ (天草 Amakusa ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดคุมาโมโต้) ที่ทุกข์ทรมานจากการถูกขูดรีดภาษีและการเบียดเบียนศาสนาร่วมกันก่อกบฏต่อต้านรัฐบาลขึ้นในช่วงปลายปี 1637 โดยมีอามาคุสะ ชิโร่ โทคิซาดะ (天草四郎時貞 Amakusa Shirō Tokisada, 1621? - 1638) เด็กหนุ่มวัย 16 ปีเป็นผู้นำ การต่อสู้ของกลุ่มกบฏกับกองทัพผสมของรัฐบาลสิ้นสุดลง ซากปราสาทฮาระในต้นปี 1638 สมาชิกกลุ่มกบฏทั้งชายหญิงเด็กคนชราทั้ง 37,000 คนตายสิ้น 


รูปปั้นอามาคุสะ ชิโร่ โทคิซาดะที่ซากปราสาทฮาระในวันงานฮาระโจอิคคิมัตสึริ


 นอกจากนี้อิเอมิตสึทยอยดำเนินนโยบายปิดประเทศ (鎖国 Sa-koku) สืบต่อจากบิดาและสำเร็จในปี 1639 เช่น จำกัดการทำการค้ากับชาติตะวันตกเหลือเพียงฮอลันดาชาติเดียวที่เดะจิมะ (出島 Dejima) ที่นางาซากิ เนรเทศลูกครึ่งระหว่างชาวญี่ปุ่นและชาวโปรตุเกส ห้ามชาวญี่ปุ่นออกนอกประเทศ และห้ามพระสงฆ์คาทอลิกและคนต่างชาติเข้าประเทศ เป็นต้น


หลบเร้นในความมืด


หลังการออกคำสั่งห้ามนับถือศาสนาคริสต์และสิ้นสุดเหตุการณ์กบฏชิมาบาระ ศาสนาคริสต์กลายเป็นศาสนานอกรีตในญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง มีการบังคับให้ทุกครัวเรือนขึ้นทะเบียนสังกัดวัดพุทธในพื้นที่ สมาชิกในครอบครัวทุกคนต้องเข้าพิธีเอะบุมิ (絵踏み Ebumi) โดยเหยียบแผ่นโลหะรูปพระคริสต์หรือพระแม่มารีย์ที่เรียกว่า ฟุมิเอะ (踏み絵 Fumie) ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านทุกปี 


แผ่นฟุมิเอะที่พิพิธภัณฑ์ปราสาทชิมาบาระ


คริสตังที่ยังคงความเชื่อศรัทธาไว้อยู่หลายครอบครัวหลบหนีไปอยู่ในที่ห่างไกล เช่น เกาะฮิราโดะ เกาะโกโต้ และแสดงตนเบื้องหน้าเป็นพุทธศาสนิกชน แต่เบื้องหลังยังคงรักษาความเชื่อและทำพิธีกรรมอย่างลับ คนเหล่านี้เรียกกันว่า คริสตังลับ (潜伏キリシタン Sempuku Kirishitan)  

บรรดาคริสตังลับได้ดัดแปลงวัตถุบูชา บทสวด พิธีกรรม คำเรียกขานต่าง ๆ ให้คล้ายกับในศาสนาพุทธเพื่อตบตาคนในชุมชนอื่น ๆ และเจ้าหน้าที่ เช่น การใช้รูปปั้นพระโพธิสัตว์หญิงอุ้มทารกของศาสนาพุทธแทนพระแม่มารีย์และพระบุตรเรียกว่า "มาเรียคันนง" (マリア観音 Maria Kannon) การแปลงบทสวดสรรเสริญพระเจ้า "โอราโช" (おらしょ Orasho มาจากคำภาษาละติน Oratio) ให้ฟังคล้ายพระสูตร การเปลี่ยนคำเรียกขานเช่น "ซันตะมารุยะ" (さんたまるや Santa Maruya) แทน Santa Maria หรือพระแม่มารีย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์  ไปจนถึงการสร้างหิ้งลับหรือห้องลับสำหรับทำพิธี การดัดแปลงนี้อาจมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น


รูปปั้นมาเรียคันนง

การหลบซ่อนนี้ดำเนินต่อเนื่องสืบทอดกันรุ่นต่อรุ่นเป็นเวลานานร่วม 200 ปีโดยไร้การชี้นำจากพระสงฆ์จากพระศาสนจักรคาทอลิกจนกลายเป็นธรรมเนียมสืบทอดในครอบครัวหรือชุมชน เมื่อญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศในช่วงปี 1853-1867 มีพ่อค้าชาวต่างชาติเข้ามาทำการค้าและมีการสร้างโบสถ์เพื่อรองรับกิจกรรมทางศาสนาของชาวต่างชาติเหล่านั้น คริสตังลับกลุ่มหนึ่งจากหมู่บ้านอุราคามิ (浦上村 Urakami-mura) ได้แสดงตัวต่อคุณพ่อชาวฝรั่งเศส เบอร์นาร์ด ธาดี เปอตีต์ฌอง (Bernard Thádée Petitjean) ที่โบสถ์โออุระ (大浦天主堂 Ōura Tenshudō) ในนางาซากิในปี 1865 กลายเป็นข่าวใหญ่ไปถึงยุโรปและวาติกันว่ายังมีคริสตังหลงเหลืออยู่ในประเทศญี่ปุ่น 

 
ภาพนูนต่ำแสดงภาพคริสตังถูกขับไล่จากชุมชนอุราคามิ


ในขณะนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงจากรัฐบาลบากุฟุสู่รัฐบาลเมจิและยังไม่ได้ยกเลิกกฏบังคับห้ามนับถือศาสนาคริสต์ เมื่อมีประชาชนเปิดเผยตัวว่าเป็นคริสตังมากขึ้น ในช่วงปี 1868-1873 เกิด "เหตุการณ์ล่มสลายของชุมชนคริสตังอุราคามิครั้งที่ 4" (浦上四番崩れ Urakami Yonban Kuzure / The Forth Collapse of the Christian Community of Urakami) ที่รัฐบาลกวาดล้างคริสตังในหมู่บ้านอุราคามิโดยจับกุม ทรมานและขับไล่ครอบครัวคริสตังราวสามพันคนให้ไปอยู่พื้นที่อื่น คริสตังราว 600 คนเสียชีวิตในการกวาดล้างครั้งนี้


อิสรภาพมาถึง


ในที่สุดด้วยแรงกดดันจากชาติตะวันตก ญี่ปุ่นจึงได้ยกเลิกคำสั่งห้ามนับถือศาสนาคริสต์ในปี 1873 และประชาชนได้รับอิสรภาพในการนับถือศาสนาตามรัฐธรรมนูญในปี 1889 เป็นอันสิ้นสุดความทุกข์ยากของคริสตังชาวญี่ปุ่นที่กล่าวกันว่า มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นจากการเบียดเบียนตลอดระยะเวลาเกือบ 300 ปี มรณสักขีหลายท่านได้รับการยกย่องจากพระศาสนจักรคาทอลิกในฐานะบุญราศีและนักบุญ และมีมรณสักขีอีกมากมายที่ไม่ได้บันทึกนามไว้ 

หลังจากได้รับอิสรภาพในการนับถือศาสนา ชุมชนคริสตังลับในพื้นที่นางาซากิที่เคยปกปิดตัวตนเริ่มฟื้นคืน คณะสงฆ์คาทอลิกจากต่างประเทศหลายคณะเริ่มส่งพระสงฆ์ไปดูแลชุมชน ตั้งแต่ปี 1900 มีการสร้างโบสถ์มากมายซึ่งส่วนใหญ่สำเร็จลงได้ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านใจศรัทธา มีการจัดตั้งบ้านเณร นวกสถานต่าง ๆ เพื่อสร้างนักบวชท้องถิ่นและขยายการเผยแพร่ศาสนาไปทั่วประเทศ

คริสตังลับหลายครอบครัวกลับเข้ามาสู่พระศาสนจักรอีกครั้งโดยเข้ารับศีลล้างบาปจากพระสงฆ์ บางครอบครัวอาจเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นเช่น พุทธหรือชินโต อย่างไรก็ตามบางครอบครัวยังคงสืบทอดพิธีกรรมความเชื่อตามแบบคริสตังลับเพื่อสานต่อธรรมเนียมในครอบครัวหรือชุมชน โดยเรียกตัวเองว่า คริสตังหลบซ่อน (カクレキリシタン Kakure Kirishitan) ซึ่งปัจจุบันผู้สืบทอดพิธีกรรมล้วนแต่เป็นผู้สูงอายุและลดจำนวนน้อยลงทุกทีจนอาจจะสูญหายไปในที่สุด

หมายเหตุ  

บทความนี้ยึดถือตามที่นักวิชาการญี่ปุ่นได้นิยามคำ คริสตังลับ (潜伏キリシタン Sempuku Kirishitan /  'Underground Christian') และคริสตังหลบเร้น (カクレキリシタン Kakure Kirishitan / 'Hidden Christian') ไว้ต่างกัน โดยระบุว่า คริสตังลับ คือคริสตังที่ยังคงความเชื่อและทำพิธีกรรมอย่างลับ ๆ ตั้งแต่ช่วงมีคำสั่งห้ามนับถือศาสนาคริสต์ปี 1644 จนยกเลิกคำสั่งในปี 1873 ในขณะที่ คริสตังหลบเร้น คือ คริสตังลับที่ยังคงสืบทอดพิธีกรรมต่อหลังจากมีการยกเลิกคำสั่งห้ามเป็นต้นมา อย่างไรก็ตามมีคนจำนวนไม่น้อยที่เรียกรวมกันว่า Kakure Kirishitan 


คริสตชนคาทอลิกในญี่ปุ่นปัจจุบัน


ปัจจุบันตามบันทึกสถิติจากสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศญี่ปุ่น (Catholic Bishop's Conference of Japan / カトリック中央協議会  Katorikku Chūō Kyōgikai) ณ ปี 2016 มีจำนวนคริสตชนคาทอลิกในญี่ปุ่นประมาณ 434,000 คน คิดเป็น 0.339% จากประชากรชาวญี่ปุ่น 128 ล้านคน และมีโบสถ์ทั้งสิ้น 971 แห่ง มีการแบ่งการปกครองทั่วประเทศออกเป็น 16 สังฆมณฑล (Diocese / 司教区 Shikyōku) แต่ละสังฆมณฑลดูแลโบสถ์ในจังหวัดต่าง ๆ ในจำนวนนี้มี 3 แห่งที่ยกขึ้นเป็นอัครสังฆมณฑล (Archdiocese / 大司教区 Daishikyōku) ได้แก่อัครสังฆมณฑลโตเกียว อัครสังฆมณฑลโอซาก้า และอัครสังฆมณฑลนางาซากิ

อัครสังฆมณฑลนางาซากิถือว่าเป็นอัครสังฆมณฑลที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุมพื้นที่เฉพาะนางาซากิจังหวัดเดียวซึ่งประกอบด้วยพื้นที่บนแผ่นดินใหญ่และเกาะต่าง ๆ มากมายกว่า 4,000 ตารางกิโลเมตร มีโบสถ์ในความดูแล 133 แห่งหรือ 13% จากจำนวนโบสถ์ทั้งประเทศ โดยมีอาสนวิหารอุราคามิ (浦上教会 Urakami Kyōkai) เป็นโบสถ์ศูนย์กลาง มีคริสตชนคาทอลิกจำนวนกว่า 6 หมื่นคน คิดเป็น 4.3% เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งจังหวัด 1,400,000 คน ในขณะที่สังฆมณฑลอื่น ๆ อยู่ที่ราว ๆ 0.1-0.5% อัครสังฆมณฑลโตเกียวมีจำนวนคริสตชนมากที่สุดคือราว 9 หมื่นคน แต่เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในพื้นที่ปกครองกว่า 19 ล้านคนแล้วคิดเป็น 0.49% เท่านั้น


สถานที่สำคัญว่าที่มรดกโลก


ในราวปี 2004 รัฐบาลญี่ปุ่นโดยสำนักกิจการทางวัฒนธรรม (文化庁 Bunkachō / Agency of Cultural Affairs) ได้ยื่นเสนอ "กลุ่มโบสถ์และสถานที่สำคัญทางคริสตศาสนาในพื้นที่นางาซากิและอามาคุสะ" เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือ ยูเนสโก (UNESCO) และได้รับพิจารณาให้อยู่ในรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ตั้งแต่ปี 2007 ภายใต้เงื่อนไขข้อ (ii), (iii), (iv), (v), (vi) ที่ว่า

(ii) เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม

(iii) เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

(iv) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

(v) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา

(vi) มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์

การดำรงอยู่ของคริสตศาสนาในพื้นที่นางาซากิและอามาคุสะมีภูมิหลังประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 450 ปี ผ่านจุดรุ่งเรือง จุดตกต่ำแทบสูญสิ้น และกลับมาฟื้นฟูใหม่ได้ในที่สุดด้วยความเชื่อศรัทธาที่เหล่าคริสตังลับเสี่ยงชีวิตสืบทอดกันมาอย่างลับ ๆ นับร้อยปี หลงเหลือหลักฐานต่าง ๆ ทั้งหลุมศพโบราณ พระรูปมาเรียคันนง ภาพวาด แผ่นฟุมิเอะ นอกจากนี้โบสถ์จำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นคริสตศวรรษที่ 20 มีความสวยงามโดดเด่นด้วยการผสมผสานทั้งศิลปกรรมแบบตะวันตกกับตะวันออกด้วยเทคนิคการก่อสร้างของช่างฝีมือพื้นบ้านภายใต้แนวคิดตะวันตก

สถานที่ในรายชื่อเบื้องต้นมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการพิจารณาของยูเนสโก เดิมเรียกว่า "มรดกกลุ่มโบสถ์ในนางาซากิและสถานที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์" (長崎教会群とキリスト教関連遺産 Nagasaki Kyōkaigun to Kirisuto-kyō Kanren Isan) โดยมีสถานที่ทั้งหมด 13 แห่ง

ในปี 2017 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "มรดกคริสตังลับในพื้นที่อามาคุสะและนางาซากิ" (長崎と天草地方の潜伏キリシタン関連遺産 Nagasaki to Amakusa Chihō no Sempuku Kirishitan Kanren Isan)  และตัดทอนสถานที่ลงเหลือ 11 แห่ง ในจำนวนนี้มีเพียงแห่งเดียวที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดคุมาโมโต้ ได้แก่


  1. โบสถ์โออุระ Ōura Cathedral (大浦天主堂) ที่ตำบลมินามิยามาเตะมาจิ เมืองนางาซากิ
     
  2. โบสถ์ชิทสึ Shitsu Church (出津教会) ที่ตำบลนิชิชิทสึมาจิ เมืองนางาซากิ
     
  3. โบสถ์โอโนะ Ōno Church (大野教会堂) ที่ตำบลชิโมะโอโนมาจิ เมืองนางาซากิ
     
  4. โบสถ์คุโรชิม่า Kuroshima Church (黒島天主堂) บนเกาะคุโรชิม่า เมืองซาเซโบะ
     
  5. ชุมชนศักดิ์สิทธิ์แห่งฮิราโดะ (ชุมชนคาสึงะ) Hirado's sacred places and villages (Kasuga Village) (平戸の聖地と集落) (春日集落) ที่ตำบลคาสึงะ เมืองฮิราโดะ
     
  6. โบสถ์โนคุบิเก่า Former Nokubi Church (旧野首教会) บนเกาะโนซากิ ตำบลโอจิกะ อำเภอคิตะมัตสึระ
     
  7. โบสถ์คาชิระงาชิม่า Kashiragashima Church (頭ヶ島天主堂) บนเกาะนากาโดริ เมืองชินคามิโกโต้
     
  8. โบสถ์โกริงเก่า Former Gorin Church (旧五輪教会堂) บนเกาะฮิซากะ เมืองโกโต้
     
  9. โบสถ์เอะงามิ  Egami Church (江上天主堂) บนเกาะนารุ เมืองโกโต้
     
  10. ซากปราสาทฮาระ Hara Castle Ruins (原城跡) ที่ตำบลมินามิอาริมะ เมืองมินามิชิมาบาระ
     
  11. ชุมชนซาคิทสึแห่งอามาคุสะ Sakitsu Village in Amakusa (天草の﨑津集落) ที่ตำบลคาวาอุระมาจิซาคิทสึ เมืองอามาคุสะ จังหวัดคุมาโมโต้
     
สถานที่ส่วนใหญ่เป็นโบสถ์และชุมชนคริสตังเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งยังเป็นคริสตังลับ สำหรับซากปราสาทฮาระมีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ คือ เป็นสมรภูมิสุดท้ายของกลุ่มกบฏชาวนาคริสตังที่ต่อสู้กับกองทัพรัฐบาล สถานที่อีก 2 แห่งที่ถูกตัดออก คือ โบสถ์ทาบิระ Tabira Church (田平教会 Tabira Kyōkai) ที่ตำบลทาบิระ เมืองฮิราโดะ และซากปราสาทฮิโนะเอะ Hinoe Castle Ruins (日野江城跡 Hinoe-jō ato) ที่ตำบลคิตะอาริมะ เมืองมินามิชิมาบาระ




การเข้าชมสถานที่ข้างต้น บางแห่งจำเป็นต้องลงทะเบียนเข้าชมล่วงหน้าและบางครั้งอาจมีการงดให้เข้าชมเนื่องจากพิธีการต่าง ๆ ผู้ประสงค์เยี่ยมชมสามารถลงทะเบียนและติดตามข่าวสารได้ที่ http://kyoukaigun.jp


ส่วนตัวป้าหมวยยยเคยเดินทางไปสถานที่ในรายชื่อเบื้องต้นเพื่อพิจารณาเป็นมรดกโลกมาแล้ว 4 แห่งค่ะ คือ โบสถ์โออุระ, ชุมชนศักดิ์สิทธิ์คาสึงะ, ซากปราสาทฮาระ และโบสถ์ซาคิทสึ นอกจากนี้ยังเคยไปโบสถ์ สักการะสถาน อนุสรณ์สถาน พิพิธภัณฑ์อีกหลายแห่ง รวมทั้งโบสถ์ทาบิระ และซากปราสาทฮิโนเอะที่คณะกรรมการตัดออกด้วย ว่าง่าย ๆ คือดั้นด้นไปมาหลายแห่ง กระนั้นนางาซากิยังมีที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากที่ป้าอยากไปค่ะ


หนังสือแนะนำโบสถ์และสถานที่สำคัญทางคริสตศาสนา ฉบับภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น


ถ้าสนใจเรื่องและสถานที่แนวนี้ ขอแนะนำหนังสือคู่มือแนะนำโบสถ์และสถานที่สำคัญทางคริสตศาสนาในนางาซากิและอามาคุสะตามรูปข้างบนนี้ค่ะ มีทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ ฉบับภาษาญี่ปุ่นราคา 1,780 เยน มีเนื้อหาละเอียดกว่ามาก มีรายการโบสถ์ทุกแห่งครบและมีสถานที่แสวงบุญด้วย ในขณะที่ฉบับภาษาอังกฤษราคา 1,080 เยนมีเพียงสถานที่สำคัญ ๆ เท่านั้น หนังสือสองเล่มนี้อัครสังฆมณฑลนางาซากิเป็นผู้ตรวจทานเนื้อหาดังนั้นมีความถูกต้องแน่นอนค่ะ ป้าซื้อฉบับภาษาญี่ปุ่นจากร้านศาสนภัณฑ์ที่โบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ฮิราโดะ และฉบับภาษาอังกฤษได้จากร้านขายสินค้าที่พิพิธภัณฑ์ 26 นักบุญแห่งนางาซากิค่ะ
 
หวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจไปเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคริสตศาสนาในเมืองนางาซากิ หรือท่านที่มีโอกาสไปเยี่ยมชมแล้วได้เข้าใจถึงประวัติศาสตร์เบื้องหลังมากขึ้นนะคะ