Showing posts with label 2016. Show all posts
Showing posts with label 2016. Show all posts

Thursday, January 18, 2018

Kyushu First Time วันที่ 4 - 5 : ขับรถชมหมู่เกาะคุจูคุชิม่าและซากุระที่ซาเซโบะ

สวัสดีค่ะ ป้าหมวยยยค่ะ 

โพสต์นี้ขอรวมวันที่ 4 - 5 ในโพสต์เดียวเลยนะคะ

วันที่ 4 ของการเดินทางแล้วค่ะ ตรงกับวันที่ 4 เมษายน 2016 วันนี้เป็นวันขับรถครั้งแรกในญี่ปุ่นของป้าค่ะ (ตื่นเต้น ๆ ๆ) โปรแกรมวันนี้เน้นออกนอกเมืองไปจุดชมวิวหมู่เกาะคุจูคุชิม่าและสะพานไซไคบาชิด้วยรถเช่าค่ะ

  • เช้า:    รับรถเช่า จุดชมวิวเทนไคโฮ จุดชมวิวฟุนาโกชิ จุดชมวิวอิชิดะเคะ
  • กลางวัน:    จุดชมวิวยูมิฮาริดะเคะ สะพานไซไคบาชิ
  • เย็น:    คืนรถ ศูนย์การค้าโกะบังไค

ป้าติดต่อเช่ารถผ่านทางอินเตอร์เน็ตแล้วไปรับรถที่ Times Car Rental สาขาสถานีรถไฟซาเซโบะ ใช้หลักฐานอีเมล์ ใบขับขี่ไทย ใบขับขี่สากล และชำระเงินด้วยบัตรเครดิต รถที่เช่าเป็นรถ Kei-Car หรือรถกระป๋องคันเล็กขนาด 660 ซีซี เช่า 12 ชั่วโมง ราคารวมประกันชั้นสูงสุดและภาษีอยู่ที่ 7,668 เยนหรือประมาณ 2,300 บาท (เรท 100 เยน/30 บาท)

รถ Kei-Car Mitsubishi EK Wagon

รถคันที่ได้เป็นรถ Mitsubishi EK Wagon สีฟ้าน้ำทะเลสดใสค่ะ ที่เลือกรถคลาส Kei-Car เพราะเห็นว่าเป็นการขับเที่ยว ไม่ได้ขนของเลยไม่จำเป็นต้องใช้รุ่นใหญ่ นอกจากนี้ค่าเช่าและค่าทางด่วนก็ราคาถูกกว่ารถธรรมดาด้วยค่ะ

การขับรถที่ญี่ปุ่นเหมือนเมืองไทยเลยค่ะ คือขับเลนซ้าย แต่มีจุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เช่น ไม่มีเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด ต้องหยุดให้คนเดินถนนเสมอ หยุดหน้าป้าย 止まれ ให้สนิทก่อนจะไปต่อ ไม่จอดรถในที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต ไม่ใช้ความเร็วเกินกำหนด คาดเข็มขัดนิรภัยและใช้คาร์ซีทสำหรับเด็กเสมอ ฯลฯ โดยสรุปแล้วไม่ยากแต่ต้องรักษากฏไว้ให้ดีเพราะค่าปรับแพงมาก

ตอนแรกวางแผนป้าก็ไม่ค่อยมั่นใจที่จะขับที่ญี่ปุ่น แต่มาคิดว่าถ้าไม่กล้าขับก็ไม่ได้ไปเที่ยวที่ดี ๆ ที่อยากไปนะสิ อีกอย่าง ขับในกรุงเทพจะว่าไปมันก็โหดเอาเรื่องอยู่นะ ทั้งรถมอเตอร์ไซค์ยุ่บยั่บ ซอยแคบ แผงลอย ของวางเกะกะ คนขับด้อยวินัย ฯลฯ เลยมองว่าถ้าขับในกรุงเทพได้ ที่ญี่ปุ่นรถน้อยกว่าคนมีมารยาทกว่าตั้งเยอะก็ต้องขับได้ซี่ ป้าเลยลองขับดูแล้วก็ติดใจเลยค่ะ ถ้าชินแล้วก็ขับได้สบายจริง ๆ


ขอแนะนำเกี่ยวกับหมู่เกาะคุจูคุชิม่าที่มีชื่อเสียงค่ะ


หมู่เกาะคุจูคุชิม่า (九十九島 Kujūkushima)


หมู่เกาะคุจูคุชิม่า


"คุจูคุชิม่า" (九十九島 Kujukushima) แปลตรงตัวว่า 99 เกาะ แต่จริง ๆ เป็นคำสื่อถึงจำนวนนับไม่ถ้วน หมู่เกาะคุจูคุชิม่ามีเกาะน้อยใหญ่อยู่มากมายถึง 208 เกาะที่ทอดตัวอยู่ในทะเลตะวันตกของคาบสมุทรคิตะมัตสึระครอบคลุมพื้นที่เขตซาเซโบะและเขตฮิราโดะ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติไซไค ( Saikai National Park / 西海国立公園 Saikai Kokuritsu Kōen) เป็นพื้นที่มีความหลากหลายทางระบบนิเวศน์ธรรมชาติและเป็นแหล่งวิจัยสัตว์ทะเลที่สำคัญ มีจุดชมวิวหลายจุดในเมืองซาเซโบะที่สามารถมองเห็นหมู่เกาะคุจูคุชิม่าได้ชัดเจน



ที่ ๆ ป้าขับรถไปได้แก่ จุดชมวิวเทนไคโฮ, จุดชมวิวฟุนาโกชิ, จุดชมวิวอิชิดาเคะ, จุดชมวิวยูมิฮาริ และสะพานไซไคค่ะ จุดแรกที่เดินทางไปถึงคือ เทนไคโฮ จากสถานีใช้เส้นทาง SSK Bypass และไปถามถนนหลวงสาย 149 มีลานจอดรถกว้างขวาง มีคนเดินทางมาชมเรื่อย ๆ ทั้งขับรถมาหรือนั่งรถเมล์ มีมาชมเป็นหมู่คณะด้วยรถบัสก็มี


จุดชมวิวเทนไคโฮ (Tenkaihō Observatory / 展海峰 Tenkaihō)



หอชมวิวและชิดาเระซากุระที่เท็นไคโฮ


หมู่เกาะคุจูคุชิม่า ณ เท็นไคโฮ
ทุ่งนาโนฮานะสีเหลืองอร่าม


เป็นจุดชมวิวหมู่เกาะคุจูคุชิม่าที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง อยู่ไกลจากตัวเมืองประมาณ 10 กิโลเมตร  ใกล้ ๆ ลานจอดรถมีแปลงรูปวงกลมปลูกดอกไม้สวยงามให้ชมตลอดปี ช่วงฤดูใบไม้ผลิจะปลูกดอกนาโนฮานะสีเหลือง ฤดูใบไม้ร่วงปลูกดอกคอสมอสสีชมพู มีหอชมวิวที่ดูวิวได้ 360 องศา ช่างภาพนิยมมาถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกที่นี่กันมาก


อนุสาวรีย์อาจารย์ทานากะ โฮสึมิ


บริเวณใกล้ ๆ จุดชมวิวมีอนุสาวรีย์ของอาจารย์ทานากะ โฮสึมิ (田中穂積 Tanaka Hozumi, 1855 - 1904) นายทหารเรือผู้แต่งทำนองเพลง 'อุรุวะชิกิเท็นเน็น' (美しき天然 Uruwashiki Tennen) หรือรู้จักกันในอีกชื่อ 'เท็นเน็น โนะ บิ' (天然の美 Tennen no Bi) ซึ่งแต่งขึ้นในปี 1902 เป็นเพลงทำนองวอลซ์ที่บรรยายความสวยงามของหมู่เกาะคุจูคุชิม่าและมีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ

พิกัด GPS: 33.1315336,129.6930754


จุดชมวิวฟุนาโกชิ (Funakoshi Observatory / 船越展望所 Funakoshi Tembōsho)




จุดชมวิวฟุนาโกชิ


จากเทนไคโฮขับรถย้อนมาทางเดิมและเลี้ยวไปทางสวนสัตว์โมริคิราระประมาณ 6 ก.ม. ก็ถึงจุดชมวิวฟุนาโกชิซึ่งเป็นจุดชมวิวหมู่เกาะคุจูคุชิม่าขนาดเล็ก ตั้งอยู่ตรงทางโค้งใกล้วัดโจจูอิงที่อยู่ระหว่างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอุมิคิราระและสวนสัตว์โมริคิราระ มีที่จอดรถด้านหน้าสามคันและด้านข้างอีกหลายคัน ที่นี่จะเห็นมุมต่ำของหมู่เกาะคุจูคุชิม่าแต่จะมองไม่เห็นวิวฝั่งอ่าวเมืองซาเซโบะ

พิกัด GPS: 33.151278, 129.683493


จุดชมวิวอิชิดะเคะ (Ishidake Observatory / 石岳展望台 Ishidake Tembōdai)



ทางขึ้นจุดชมวิวอิชิดะเคะ

หอชมวิวอิชิดะเคะ

วิวฝั่งเมืองจากจุดชมวิวอิชิดะเคะ

เป็นจุดชมวิวหมู่เกาะคุจูคุชิม่าที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่ง เคยเป็นฉากในหนังเรื่อง Last Samurai ต้องจอดรถไว้ที่ลานแล้วเดินเข้าไปตามทางในป่าเล็ก ๆ ด้านบนสุดมีหอชมวิวระยะไกล อาจมีโอกาสเห็นเรือท่องเที่ยวของ Kujukushima Pearl Sea Resort แล่นผ่านด้วย

พิกัด GPS: 33.154794, 129.687682


จุดชมวิวยูมิฮาริดะเคะ (Yumiharidake Observatory / 弓張岳展望台 Yumiharidake Tembōdai)



ซากุระที่จุดชมวิวยูมิฮาริดาเคะ

อาคารชมวิวทำเป็นรูปคล้ายหัวธนู

วิวฐานทัพเรือซาเซโบะ

จุดชมวิวบนยอดเขายูมิฮาริที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองซาเซโบะได้ทั่ว เห็นได้ทั้งฝั่งทะเลเปิดโกโต้ หมู่เกาะคุจูคุชิม่า ฐานทัพเรือและตัวเมืองค่ะ อาคารจุดชมวิวมีเสาสลักรูปมือกำลังง้างศร และหลังคาเป็นรูปโค้งแหลมคล้ายหัวธนู สมชื่อยูมิฮาริที่แปลว่าง้างศร นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นมาชมวิวยามค่ำคืนได้ ไม่ไกลจากจุดชมวิวมีโรงแรมระดับ 4 ดาวที่ได้รับความนิยมในหมู่คู่รักด้วย


ขึ้นเขาไปสามลูกแล้วจากนี้ป้าเดินทางต่อไปชมสะพานไซไคค่ะ  ขับรถลงเขามาตามถนนแล้วขึ้นทางด่วนนิชิคิวชู (Nishi-Kyushu Expressway / 西九州道路 Nishi Kyuushuu Dōro) ไปตามถนนทางหลวงขึ้นทางด่วนไซไคเพิร์ลไลน์ (Saikai Pearl Line / 西海パールライン Saikai Pāru Rain) ก็จะถึงสวนสาธารณะสะพานไซไคค่ะ

บนเส้นทางยาวประมาณ 25 กม. นี้ ต้องขึ้นทางด่วนสองจุด แต่ราคาทางด่วนไม่แพง รถธรรมดาอยู่ที่ 150 และ 100 เยนตามลำดับ ส่วนรถ Kei-Car คันเล็ก ๆ ที่ป้าขับเสีย 100 เยนทั้งสองจุดค่ะ

ป้าขอเล่าความโก๊ะให้ฟัง ตอนขึ้นทางด่วนจุดแรกเป็นแบบมีเจ้าหน้าที่รับเงิน แต่จุดที่สองเป็นแบบตู้อัตโนมัติ ทีนี่้ป้ากะระยะผิดไปนิด จอดห่างจนเอื้อมมือไปหยอดเหรียญไม่ถึงต้องปลดเข็มขัดนิรภัยออก พอเอื้อมหยอดเหรียญได้ดันเอื้อมมือไปรับเงินทอนไม่ถึงอีก คราวนี้ต้องเปิดประตูออกมาครึ่งตัวแลดูทุลักทุเล เหลือบไปเห็นว่ามีรถสิบล้อต่อท้ายด้วย คนขับคงมองดูอยู่นานละว่า อิป้าคันหน้านี่ทำอะไรของมันว้า 555

สวนสาธารณะไซไคบาชิ (Saikaibashi Park / 西海橋公園 Saikaibashi Kōen)


สวนสาธารณะไซไคบาชิอยู่ในเขตไซไค (西海市 Saikai-shi) ห่างจากเมืองซาเซโบะประมาณ 30 นาที บริเวณสวนสาธารณะมีต้นซากุระอยู่เป็นจำนวนมากจึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมในช่วงฤดูใบไม้ผลิ นอกจากนี้ยังมีลานกีฬาและเครื่องเล่นต่าง ๆ ให้พักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย


สะพานไซไคบาชิสีแดง


สะพานชินไซไคบาชิสีขาว มีทางเดินใต้สะพาน


บริเวณนี้มีสะพานสองแห่ง ได้แก่ สะพานไซไคบาชิ (西海橋 Saikaibashi) ซึ่งเป็นสะพานสีแดง ยาว 316.26 เมตร สร้างเสร็จในปี 1955 และสะพานชินไซไคบาชิ (新西海橋 Shin Saikaibashi) ซึ่งเป็นสะพานสีขาว ยาว 620 เมตร สร้างขึ้นในปี 2006 ทั้งสองสะพานข้ามช่องแคบฮาริโอะ (針尾瀬戸 Hario-seto) มีอีกชื่อว่า ช่องแคบอิโนะอุระ 伊ノ浦瀬戸 Inoura-seto) ที่เชื่อมต่อระหว่างอ่าวโอมูระและทะเลจีนตะวันออก ช่องแคบนี้ได้ชื่อว่ามีกระแสน้ำรุนแรงที่สุดติดอันดับหนึ่งในสามของญี่ปุ่น ผู้มาเยือนสามารถจอดรถที่สวนสาธารณะไซไคบาชิแล้วเดินมาตามทางเดินใต้สะพานชินไซไค บนพื้นทางเดินใต้สะพานมีช่องกระจกติดตั้งไว้สำหรับชมน้ำวนที่จะเกิดตามช่วงเวลาต่าง ๆ 

ช่วงที่ไปซากุระกำลังบานสวยค่ะ มีคนมาที่สวนเยอะพอสมควร เดิน ๆ เห็นคนมุงอะไรกัน อ๋อ เค้ามุงแมวจร แมวพวกนี้ดูอ้วนท้วนสมบูรณ์ดีคงมีคนดูแลให้อาหารอยู่ ผู้มาเยือนสามารถเดินมาตามทางเดินที่อยู่ใต้สะพานชินไซไคไปฝั่งตรงข้ามซึ่งมีโรงแรม ร้านอาหารได้ สำหรับน้ำวนตอนที่ไปยังไม่เห็นเพราะปกติจะปรากฏตามช่วงเวลาเท่านั้น (แต่ป้ายังคิดว่าถึงจะมีน้ำวนแต่จะได้เห็นมั้ย เพราะช่องกระจกที่ว่ามันค่อนข้างมัวยังไงก็ไม่รู้)  นอกจากนี้ยังเดินต่อไปตามทางเดินเล็ก ๆ บนสะพานไซไคได้ แต่อาจจะหวาดเสียวเล็กน้อยเวลารถใหญ่วิ่งผ่านนะคะเพราะมันสะเทือนน่าดู

พิกัด GPS: 33.055782, 129.756657

จบทริปขับรถในซาเซโบะวันนี้แล้วเอารถกลับไปคืนสบาย ๆ ตอน 5 โมงกว่า ๆ  ไปเดินเล่นหาอะไรทานและซื้อผลไม้ที่ 5th Avenue (Gobangai) ค่ะ


ศูนย์การค้าโกะบังไก / 5th Avenue (五番街 Gobangai)


ท่าเรือซาเซโบะถ่ายจากโกะบังไก


เป็นศูนย์การค้าที่ตั้งอยู่ริมอ่าวเยื้อง ๆ ด้านหลังของสถานีรถไฟ โดยออกทาง Minami Exit แล้วข้ามถนน ศูนย์การค้ามี 83 ร้าน มีทั้งร้านอาหารต่าง ๆ ซุปเปอร์มาร์เก็ต Ellena รวมทั้งร้านแฮมเบอร์เกอร์ที่มีชื่อเสียง ร้านขนมของดีคิวชู คาเฟ่สำหรับพักผ่อนเป็นต้น

พิกัด GPS: 33.165180, 129.723109



ร้านซาเซโบะเบอร์เกอร์ "ฮิคาริ" สาขาโกะบังไก

มาถึงที่แล้วต้องลองทานของดีซาเซโบะอย่าง "ซาเซโบะเบอร์เกอร์" (させぼバーガー Sasebo Bāgā) ในตัวเมืองมีหลายร้าน แต่ละร้านก็มีจุดเด่นต่างกัน ป้าลองสั่งทานของร้านฮิคาริ (ヒカリ Hikari) ที่โกะบังไกซึ่งสาขา 2 ของร้านเก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1951 เบอร์เกอร์แต่ละออเดอร์จะทำขึ้นตามสั่งทีละชุด ผิวขนมปังด้านนอกกรอบนิด ๆ ด้านในนุ่ม ๆ เข้ากับผักและเนื้อมากเลยเลยค่ะ ทานเสร็จแล้วนั่งเล่นริมอ่าวสักพักกลับไปโรงแรมพักผ่อนค่ะ

สำหรับตำแหน่งและเส้นทางขับรถตามลำดับเป็นดังนี้ค่ะ เลือกเมนูแสดงเส้นทางที่ต้องการได้นะคะ





วันที่ 5 เมษายน 2016 เป็นวันสุดท้ายที่ซาเซโบะค่ะ โปรแกรมวันนี้คือ เช็คเอาท์ฝากกระเป๋าที่โรงแรมไปเที่ยวที่เดียวทั้งวันแล้วค่อยเดินทางไปเมืองนางาซากิ

  • เช้า:  สวนน้ำคุจูคุชิม่า เพิร์ลซี รีสอร์ท ขึ้นเรือครูซชมหมู่เกาะ
  • กลางวัน:  พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอุมิคิราระ
  • เย็น:   ออกเดินทางไปนางาซากิ

คุจูคุชิม่า เพิร์ลซี รีสอร์ทไปสะดวกค่ะ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถบัสได้ที่ป้ายรถบัสหมายเลข 1 หน้าสถานีรถไฟซาเซโบะ มีรถออกทุก ๆ 1 ชั่วโมงเริ่มตั้งแต่ 9:35 นาฬิกา ค่าโดยสารคนละ 240 เยน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที


สวนน้ำคุจุคุชิม่า เพิร์ลซี รีสอร์ท (Kujūkushima Pearlsea Resort / 九十九島パールシーリゾート Kujūkushima Pāru Shī Rizōto)


พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอุมิคิราระ

การแสดงโลมา

แมงกะพรุนในอ่างประดับไฟ

วงจรชีวิตแมงดาทะเล

ปูเสฉวนในเปลือกหอยแก้วในส่วนนิทรรศการพิเศษ


เดิมชื่อ Saikai Pearlsea Resort เป็นสวนน้ำและพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีชื่อเสียงของซาเซโบะ ค่าเข้าชม 1,440 เยน ประกอบด้วยส่วนพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคุจูคุชิม่า อุมิคิราระ (Kujūkushima Aquarium / 九十九島水族館 海きらら Kujūkushima Suizokukan Umikirara) ที่เราสามารถชมสัตว์น้ำต่าง ๆ ที่พบในพื้นที่หมู่เกาะคุจูคุชิม่าในตู้กระจก ชมการแสดงของโลมาแสนรู้ รู้จักสัตว์โบราณอย่างแมงดาทะเล มีห้องแลปและส่วนจัดแสดงแมงกะพรุนประกอบเสียงเพลงให้ความรู้สึกผ่อนคลาย มีโซนให้นักท่องเที่ยวได้แกะหอยมุกหรือสัมผัสสัตว์น้ำบางชนิดด้วยตัวเอง นอกจากนี้ยังมีโซนจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ ช่วงนั้นกำลังจัดแสดงเกี่ยวกับปูเสฉวนหลากหลายพันธุ์และขนาด ที่น่าสนใจคือเปลือกหอยทำด้วยแก้ว เมื่อมีปูเสฉวนเข้าไปอยู่จะได้เห็นว่าลักษณะตัวปูเวลาอยู่ข้างในเปลือกหอยเป็นอย่างไร ที่นี่มีเครื่อง audio guide ภาษาอังกฤษ จีน เกาหลีให้บริการฟรี


เรือ Pearl Queen

เรือ Mirai ธีมโจรสลัด

ลัดเลาะไปเกาะแก่งต่าง ๆ ของหมู่เกาะคูจูคุชิม่า

เกาะโอจิกะเซะ (オジカ瀬 Ojikase) ที่ดูคล้ายเรือดำน้ำกำลังลอยลำ

นอกจากนี้เรายังสามารถใช้บริการขึ้นเรือครูซล่องลัดเลาะไปตามหมู่เกาะคุจูคุชิม่า ค่าบริการคนละ 1,400 เยน ใช้เวลา 50 นาที โดยมีเรือสองลำให้เลือกระหว่างเรือ Pearl Queen สีขาวและเรือ Mirai สีแดงดำธีมโจรสลัด โดยจะสลับกันออกเรือไปคนละเส้นทาง มีเสียงบรรยายชื่อเกาะแก่งต่าง ๆ 4 ภาษาทั้งญี่ปุ่น อังกฤษ จีน และเกาหลี

จากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไม่ไกลนักมีสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์คุจูคุชิม่า โมริคิราระ (Kujūkushima Zoological and Botanical Garden Morikirara / 九十九島動物植物園 森きらら Kujūkushima Dōbutsu Shokubutsuen Mori Kirara) สามารถเดินทางได้ด้วยรถ shuttle bus ที่บริการฟรี


เวลาทำการ: เดือนมีนาคม - ตุลาคม 9:00-18:00, เดือนพฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ 9:00 - 17:00
วันหยุด: -
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 1140 เยน เด็กตั้งแต่ 4 ขวบ - มัธยมต้น 720 เยน

พิกัด GPS: 33.173819, 129.713544
เว็บไซท์:  http://www.pearlsea.jp/english/


ป้าไปเที่ยวคุจูคุชิม่า เพิร์ลซี รีสอร์ท สนุกดีค่ะ ฟ้าใสแดดจ้า ไปถึงก็ลงเรือครูซ Mirai ชมวิวเกาะแก่งต่าง ๆ ตอนออกทะเลได้ลมเย็นดีมาก จากนั้นเข้าส่วนพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ มีสัตว์น้ำหลากหลายประเภทและแมงกะพรุนรูปร่างแปลกตา เห็นได้ว่าบริเวณหมู่เกาะคุจูคุชิม่ามีความหลากหลายทางระบบนิเวศวิทยาทางทะเลที่น่าสนใจมาก การแสดงโลมามีเป็นรอบ ๆ สามารถชมด้านในกระจกและด้านนอกได้ ถ้านั่งด้านนอกโดยเฉพาะตรงที่นั่งติดสระน้ำอาจจะไม่ค่อยมีโอกาสถ่ายรูปเพราะต้องคอยยกแผ่นพลาสติกกันเปียก แต่ก็จะได้ใกล้ชิดกว่า โลมาที่อยู่ที่นี่มี 2 ตัว เป็นโลมาปากขวด (Bottlenose dolphin) ชื่อน้องนามิ (ナミ Nami) กับน้องนีฮะ (ニーハ Niha)

เพลิดเพลินที่นั่นเกือบทั้งวันแล้วประมาณบ่าย 4โมง ขึ้นรถเมล์กลับไปที่โรงแรม รับกระเป๋าแล้วซื้อตั๋วเดินทางไปที่นางาซากิค่ะ ค่าตั๋วราคา 1,650  เยน (ยังไม่ใช้พาส) ใช้เวลาเดินทางหนึ่งชั่วโมงครึ่ง พอไปถึงฝนเริ่มตกซะแล้ว

ตอนเย็นป้าเช็คอินที่โรงแรม S-Peria Hotel Nagasaki ที่อยู่ห่างจากสถานีประมาณ 600 เมตร ใกล้สถานีรถราง Gotomachi และ Toyoko Inn Nagasaki Ekimae ราคาที่ S-Peria แพงกว่าโรงแรมธุรกิจอื่น ๆ นิดหน่อย แต่ดีตรงที่ห้องน้ำ, ห้องอาบน้ำ และอ่างล้างหน้าแยกกัน ทำให้สะดวกในการใช้งาน และอีกข้อดีคือมีอาหารเช้าบุฟเฟต์แบบจัดเต็ม ช่วงเย็นไม่มีอะไรมาก หาอะไรทานที่ศูนย์การค้าใกล้ ๆ แล้วกลับมาพักค่ะ พรุ่งนี้จะไปเที่ยวในตัวเมืองนางาซากิโซนอุราคามิกัน


ตอนที่ 4     Kyushu First Time วันที่ 4 - 5 : ขับรถชมหมู่เกาะคุจูคุชิม่าและซากุระที่ซาเซโบะ

ตอนที่ 3     Kyushu First Time วันที่ 3 : สัมผัสเบา ๆ กับเมืองทหารเรือซาเซโบะ

ตอนที่ 2     Kyushu First Time วันที่ 2 : เที่ยวชิล ๆ ในเมืองฮิราโดะ

ตอนที่ 1     Kyushu First Time วันที่ 1 : เดินเล่นริมอ่าวฮิราโดะ


เนื้อหาที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ


นักบุญฟรังซิสเซเวียร์

ปูพื้นประวัติศาสตร์คริสตศาสนาในญี่ปุ่นและนางาซากิ

Tuesday, January 16, 2018

Kyushu First Time วันที่ 3 : สัมผัสเบา ๆ กับเมืองทหารเรือซาเซโบะ

สวัสดีค่ะ

หลังจากชิลในเมืองชนบทอย่างฮิราโดะมาสองวัน วันนี้ป้าหมวยยจะกลับเข้าเมืองที่เป็นจุดต่อรถตอนขามานั่นคือเมืองซาเซโบะ 

โปรแกรมสำหรับวันนี้ไม่มีอะไรมาก เพราะเป็นเดินทางไปซาเซโบะแล้วชมสถานที่ในตัวเมืองนิดหน่อย

  • เช้า: สถานีรถไฟทาบิระฮิราโดะกุจิ เดินทางไปซาเซโบะ
  • กลางวัน: โบสถ์มิอุระ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นซาเซโบะ
  • เย็น: ย่านการค้ายงคะโจ

เช้านี้ป้าตื่นสายหน่อย เก็บตกบรรยากาศริมอ่าวแล้วเช็คเอาท์เดินทางไปซาเซโบะ รอบนี้เปลี่ยนจากการเดินทางด้วยรถบัสเป็นรถไฟเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศเดินทางค่ะ ป้าขึ้นรถเมล์จากหน้าอ่าวไปลงที่ป้ายรถเมล์ทาบิระฮิราโดะกุจิเอคิมาเอะ (たびら平戸口駅前 Tabira Hirado-guchi Ekimae) แล้วเดิน 2 นาทีไปที่สถานีรถไฟแล้วขึ้นรถไฟสายมัตสึระค่ะ รถเมล์ที่มาลงป้ายนี้มีแค่วันละเที่ยว ปกติจะต้องลงที่ป้ายฮิราโดะกุจิซัมบาชิ (平戸口桟橋 Hirado-guchi Sambashi) แล้วเดินสิบนาทีมาถึงสถานีรถไฟค่ะ


สถานีรถไฟทาบิระฮิราโดะกุจิ (Tabira Hiradoguchi Train Station / たびら平戸口駅 Tabira Hirado-guchi Eki)



สถานีรถไฟทาบิระฮิราโดะกุจิ สถานี ณ สุดขอบตะวันตกของญี่ปุ่น


เป็นสถานีรถไฟของบริษัทมัตสึระ(松浦鉄道 Matsura Tetsudou) และได้ชื่อว่าเป็นสถานีที่อยู่สุดขอบตะวันตกของญี่ปุ่น (日本最西端の駅 Nihon Saiseitan no Eki) โดยนับเฉพาะรางคู่ธรรมดาไม่นับรวมรางรถโมโนเรลรางเดี่ยวในโอกินาว่า (ส่วนสถานีซาเซโบะถือว่าเป็นสถานีสุดขอบตะวันตกของรถไฟ JR) นักท่องเที่ยวสามารถซื้อใบประกาศณียบัตรที่ระลึกได้ในราคา 200 เยน ภายในสถานีมีส่วนพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติของรถไฟสายมัตสึระและสิ่งของที่ใช้การเดินรถไฟสมัยก่อน เช่น หมวกและเครื่องแบบพนักงาน อุปกรณ์ที่ใช้ในการเดินรถไฟสมัย สมุดบันทึกการเดินรถ ป้ายสถานี ฯลฯ พิพิธภัณฑ์นี้เข้าชมฟรียกเว้นช่วงพักเที่ยง

พิกัด GPS: 33.362607, 129.582711


รถไฟที่นั่งเป็นรถไฟแบบ One Man คันเดียว ระหว่างทางมีเด็กนักเรียนขึ้นมาเป็นระยะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาทีจนสุดทางที่สถานีรถไฟเมืองซาเซโบะค่ะ ค่าตั๋วรถไฟ 1,220 เยน

ขอแนะนำเกี่ยวกับเมืองซาเซโบะค่ะ

เมืองซาเซโบะ (佐世保 Sasebo) อยู่ในจังหวัดนางาซากิ เดิมเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ และเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในสมัยเมจิ มีการสร้างฐานทัพเรือจักรวรรดิเพราะมีภูมิประเทศเหมาะสม มีอู่ต่อเรือ โรงงานอุตสาหกรรมหนัก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองซาเซโบะได้รับความเสียหายมากจากการถูกทิ้งระเบิด เมื่อสงครามสิ้นสุดลง กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้เข้าพื้นที่จัดตั้งฐานทัพเรือ United States Fleet Activities Sasebo (USFA) บนพื้นที่ของฐานทัพเรือจักรวรรดิ มีหน้าที่จัดส่งกำลังบำรุงกองเรือส่วนหน้าของ The United States Pacific Fleet นอกจากนี้ขอเป็นของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลแห่งญี่ปุ่นหรือ Japan Maritime Self-defense Force (JMSDF)

ด้วยเหตุผลข้างต้นซาเซโบะจึงเป็นเมืองฐานทัพเรือและได้รับวัฒนธรรมตะวันตกจากอเมริกา ดังจะเห็นได้จากอาหารขึ้นชื่อ เช่น แฮมเบอร์เกอร์ ที่ทหารอเมริกันเป็นผู้นำเข้ามาแล้วมีการปรับรสชาติให้ถูกปากคนญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น

ซาเซโบะมีพื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่ในอุทยานแห่งชาติไซไค จึงมีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงาม เช่น หมู่เกาะคุจูคุชิม่า นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ เช่น สะพานไซไค พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคุจูคุชิม่า ธีมปาร์คเฮาเทนบอส หรือโบสถ์คาทอลิกเก่าแก่ที่เกาะคุโรชิม่าซึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่อเบื้องต้นเสนอเป็นมรดกโลก

เรามาถึงสถานีรถไฟซาเซโบะประมาณเที่ยงครึ่ง พอมาถึงก็แลกตั๋ว JR North Kyushu Pass และจองที่นั่งสำหรับสามวันสุดท้ายก่อนจบทริป เอากระเป๋าฝากในโรงแรม Toyoko Inn Sasebo Ekimae ที่อยู่ติดกับสถานี ขอแนะนำร้านข้าวหมูทอดร้านทงคัทสึ ฮามาคัทสึ  (とんかつ浜勝 Tonkatsu Hamakatsu) ที่อยู่ตรงสถานีค่ะ มีชุดอาหารเซ็ตให้เลือกหลายอย่าง มีข้าวขาวและขาวแดงที่ดีต่อสุขภาพให้เลือกด้วย


ชุดหมูคัทสึชีสกับข้าวแดง


จากนั้นป้าเดินทางไปที่โบสถ์มิอุระ โดยข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามสถานีรถไฟซาเซโบะแล้วเดินไปทางซ้ายอีก 3 นาที การเข้าชมโบสถ์ ผู้เยี่ยมชมต้องถอดหมวก ถอดรองเท้า และไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพค่ะ


โบสถ์มิอุระ (Miura Catholic Church / 三浦カトリック教会 Miura Katorikku Kyoukai)


โบสถ์มิอุระ
ด้านในโบสถ์มิอุระ

เป็นโบสถ์คาทอลิกในรูปแบบสถาปัตยกรรมโกธิคมีหลังคาทรงแหลม 3 ยอด ตั้งอยู่บนเนินริมถนนใกล้สถานีรถไฟซาเซโบะ ด้านหน้ามีพระรูปพระเยซูผายมือขึ้น ที่ฐานเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า 「我は道なり、真理なり、生命なり Ware wa michi nari, makoto nari, inochi nari」 แปลว่า "เราคือหนทาง ความจริง และชีวิต" ข้อความนี้อยู่ในพระวารสารนักบุญยอห์นบทที่ 14  ข้อ 6

โบสถ์หลังเดิมสร้างขึ้นที่ตำบลทานิโกะในปี 1897 ก่อนจะย้ายมาสร้างใหม่ที่ตำบลมิอุระในปี 1931 โดยคุณพ่อวาคิดะ อาซาโกโร่ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองตัวโบสถ์ถูกทาด้วยสีดำเพื่อพรางสายตาจากเครื่องบินทิ้งระเบิดและรอดพ้นจากความเสียหายมาได้ เมื่อสงครามสิ้นสุดลงจึงมีการทาสีให้กลับเป็นอย่างเดิม ตัวโบสถ์สร้างอยู่บนเนินแต่เมื่อมีการขยายถนนจึงต้องตัดพื้นที่เนินเขาด้านหน้าออกและติดตั้งบันไดทางขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน แต่สามารถขับรถมาจอดที่ด้านหลังได้

ภายในโบสถ์ตกแต่งด้วยศิลปะแบบโกธิคคล้ายโบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ที่ฮิราโดะ สร้างเพดานโค้งแบบปีกค้างคาวหรือ Rib vault หน้าต่างประดับด้วยกระจกสีสเตนกลาสสีสันสดใส เหนือพระแท่นมีพระรูปพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซู ที่นี่มีมิสซาทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษสำหรับชาวต่างประเทศที่ทำงานในซาเซโบะ

ปกติห้ามถ่ายภาพภายในโบสถ์แต่ได้รับอนุญาตจากผู้ดูแลแล้ว

พิกัด GPS: 33.165962, 129.725958


ต่อจากชมโบสถ์ ป้าข้ามถนนขึ้นรถบัสฝั่งตรงข้ามไปลงที่ป้ายโมโตมาจิ-โซโกเบียวอิงมาเอะ  (元町・総合病院前 Motomachi-Sougou Byoin Mae) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 นาทีเพื่อไปพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น การเดินทางนอกจากขึ้นรถบัสซึ่งดูค่อนข้างยุ่งยากก็สามารถเดินทะลุผ่านย่านการค้าใช้เวลา 25 นาทีได้ค่ะ


พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นซาเซโบะ (Japan Maritime Self-defense Force History Museum Sasebo / 海上自衛隊佐世保史料館 Kaijō Jieitai Sasebo Shiryōkan)


พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลซาเซโบะ

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีอีกชื่อว่า Sail Tower (セイルタワー) ด้านหน้าของอาคารมีมุมหลังคารูปแปดเหลี่ยมของอาคารเก่าที่เคยเป็นสโมสรทหารเรือของกองทัพเรือจักรวรรดิ ส่วนอาคารหลังใหม่ด้านหลังมีหลังคาโค้งและเสาบนยอดอาคารสื่อถึงใบเรือ และกระจกโปร่งใสสื่อถึงทะเลอันกว้างใหญ่

ผู้มาเยือนไม่ว่าเป็นคนญี่ปุ่นหรือต่างชาติสามารถเข้าชมได้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่ห้ามถ่ายรูปภายในอาคาร
  • เริ่มจากชั้นที่ 7 ซึ่งเป็นชั้นโรงฉายภาพยนต์เป็นรอบ ๆ ละ 45 นาทีและมีจุดชมวิวเมืองซาเซโบะ
  • ชั้นที่ 6 จัดแสดงจุดกำเนิดกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่น การพัฒนาสมัยปลายบาคุมัตสึและสมัยเมจิ  มีภาพจำลองเรือดำเข้าอ่าวอุรางะที่เอโดะ การจัดตั้งโรงเรียนทหารเรือนางาซากิ การเดินทางไปยังซานฟรานซิสโกของเรือคังรินมารูที่นำโดยคัทสึไคชู
  • ชั้นที่ 5 จัดแสดงบทบาทของกองทัพเรือจักรวรรดิในสงครามญี่ปุ่น-จีนครั้งที่ 1 และสงครามญี่ปุ่น-รัสเซีย
  • ชั้นที่ 4 จัดแสดงบทบาทกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นในสงครามมหาเอเซียบูรพา มีตัวอย่างจำลองกองเรือในยุทธนาวีต่าง ๆ เช่น การโจมตีอ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ ยุทธนาวีที่มิดเวย์ ฯลฯ ตัวอย่างจำลองเครื่องบินรบซีโร่ รวมทั้งเครื่องแบบของทหารเรือในสมัยนั้น
  • ชั้นที่ 3 จัดแสดงประวัติกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น มีภาพและตัวอย่างจำลองของเรือรบประเภทต่าง ๆ รวมทั้งตัวอย่างชุดเครื่องแบบที่ใช้ในกองกำลังฯ
  • ชั้นที่ 2 จัดแสดงบทบาทและหน้าที่ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น มีห้องสมุดสำหรับค้นคว้าข้อมูล
  • ชั้นที่ 1 จัดแสดงประวัติฐานทัพเรือซาเซโบะ มีห้องนิทรรศการพิเศษ และร้านขายของที่ระลึก

เวลาทำการ: 9:30-17:00 (เข้าชมก่อน 16:30)
วันหยุด: ทุกวันพฤหัสบดีที่สามของเดือน, วันที่ 28 ธันวาคม - 4 มกราคม
ค่าเข้าชม: ฟรี

พิกัด GPS: 33.173819, 129.713544
โบรชัวร์ภาษาอังกฤษ: http://www.mod.go.jp/msdf/sasebo/5_museum/1_guide/img/leaflet_eng.pdf


จากข้างบนถ้างงว่า ทำไมคำเรียกกองทัพไม่เหมือนกัน ป้าสรุปให้สั้น ๆ ว่า กองทัพเรือญี่ปุ่นก่อนตั้งขึ้นปี 1868 เป็นกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่น (大日本帝國海軍 Dai Nippon Teikoku Kaigun / Imperial Japanese Navy - IJN) และเข้าร่วมสงครามหลายครั้ง ต่อมาเข้าร่วมฝ่ายอักษะและพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นจึงต้องยอมรับในปฏิญญาพ็อทซดัม (Potsdam Declaration) ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรเรียกร้องให้ปลดอาวุธ ในรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นปี 1947 มาตรา 9 ระบุมิให้ญี่ปุ่นจัดตั้งกองทัพเพื่อการศึกสงครามอีก แต่ในทางพฤตินัยสามารถมีกองกำลังเพื่อปกป้องตนเองจากการรุกรานและช่วยเหลือกิจสาธารณะได้ กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเล (海上自衛隊 Kaijō Jiei Tai / Japan Maritime Self-Defense Force - JMSDF) จึงถือกำเนิดขึ้นใหม่ในปี 1954

ที่ป้าลองมาที่นี่เพราะเห็นว่ามันฟรีค่ะ จริง ๆ น่าจะเหมาะกับคนสายทหารโดยเฉพาะทหารเรือที่จะว้าวเป็นพิเศษ ภาษาที่บรรยายในพิพิธภัณฑ์ 95% เป็นภาษาญี่ปุ่น ป้าเองทักษะภาษาญี่ปุ่นแค่หางอึ่งเลยแปลมิใคร่ออก อย่างไรก็ตามถึงไม่รู้เรื่องอะไรเลย แค่เดินดูก็พอมองเห็นความยิ่งใหญ่ของกองทัพเรือจักรวรรดิและเทคโนโลยีล้ำหน้าของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลแล้วค่ะ

ที่ชั้น 2 มีเกมซิมิวเลเตอร์ให้ลองเล่นด้วยนะ เป็นการบังคับเรือให้เข้าหรือออกจากท่าไปยังจุดหมายที่กำหนดเพื่อการเรียนรู้การทำงานของพังงาเรือที่ไม่เหมือนกับพวงมาลัยรถ ในเกมจะมีเรือเล็กบ้างใหญ่บ้างเข้ามาในเส้นทางซึ่งเราจะต้องปรับลดเพิ่มความเร็วและหลบหลีกเรือ โดยดูองศาทิศทางและปรับดูภาพจากมุมต่าง ๆ ประกอบ คำแนะนำการเล่นเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน ป้าลองปล่อยแก่เล่นดูก็สนุกดีค่ะ Mission Complete เอาเรือออกจากท่าสำเร็จด้วย

ส่วนร้านขายของที่ระลึกมีสินค้าเกี่ยวกับทหารเรือจำหน่ายหลายอย่าง เช่น พวงกุญแจ หมวกแก๊ปปักชื่อเรือรบและรหัส  สติ๊กเกอร์ เสื้อ เรือรบจำลอง ฯลฯ รวมทั้งแกงกะหรี่ซองสำเร็จรูปพร้อมทาน ได้ยินว่า 'แกงกะหรี่ทหารเรือ' (海軍カレー Kaigun Karē) ของทหารเรือมีชื่อเสียงมาก สำหรับราคาสินค้าก็สูงในระดับนึง


ป้าออกจากพิพิธภัณฑ์แล้วมาเดินเล่นที่ย่านการค้าซาเซโบะยงคะโจค่ะ ระยะทางร่วม 1 กิโลเมตรแต่มีร้านค้าตลอดทางก็เดินได้เพลิน ๆ ฝนตกก็เดินได้เพราะมีหลังคาคลุม


ย่านการค้าซเซโบะยงคะโจ (Sasebo Yonkacho  Shopping Mall / させぼ四ヶ町 Sasebo Yonkachō)


ร้านในย่านการค้ายงคะโจ

เป็นย่านถนนช็อปปิ้งใจกลางเมืองซาเซโบะที่มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตรและได้ชื่อว่าเป็นถนนช็อปปิ้งที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น มีร้านค้ากว่า 160 ร้านโดยแบ่งออกเป็นสามส่วนใหญ่ได้แก่ ยงคะโจ (四ヶ町 Yonkachō), เคียวมาจิ (京町 Kyōmachi) และซังคะโจ (三ヶ町 Sankachō) มีทั้งร้านอาหาร เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าสุขภาพความงาม ร้านอาหาร ธนาคาร และอื่น ๆ

เว็บไซท์: http://yonkacho.com/english/


ป้าเดินดูของเพลิน ๆ ยาวไปจนถึงทางออกยงคะโจใกล้ถนนสายหลักเลยค่ะ แถวสถานีมีซุปเปอร์มาร์เก็ตช้างน้อย Ellena หาซื้อนมผลไม้แล้วเช็คอินเข้าที่พักสบาย ๆ


สำหรับเส้นทางการเดินจากสถานีไปโบสถ์มิอุระ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นซาเซโบะ และย่านการค้ายงคะโจสามารถไปซูมดูได้จากเส้นสีแดงนะคะ ที่เหลือเป็นเส้นทางขับรถของวันที่ 5 ค่ะ

 

 
ตอนที่ 4     Kyushu First Time วันที่ 4 - 5 : ขับรถชมหมู่เกาะคุจูคุชิม่าและซากุระที่ซาเซโบะ

ตอนที่ 3     Kyushu First Time วันที่ 3 : สัมผัสเบา ๆ กับเมืองทหารเรือซาเซโบะ

ตอนที่ 2     Kyushu First Time วันที่ 2 : เที่ยวชิล ๆ ในเมืองฮิราโดะ

ตอนที่ 1     Kyushu First Time วันที่ 1 : เดินเล่นริมอ่าวฮิราโดะ


เนื้อหาที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ


นักบุญฟรังซิสเซเวียร์

ปูพื้นประวัติศาสตร์คริสตศาสนาในญี่ปุ่นและนางาซากิ

Blooming Sakura in North Kyūshū, 2016: Prologue

In April 2016, I spent full 15-day journey in North Kyūshū. The preparation took a year because it was my first time in rural area of Japan and my acccompany was my aunt who has never been to Japan. As the leader, I had to make sure that all plans were accurate as much as possible for smooth journey.

The purpose of the journey was not only to experience cities, nature, life and culture but also to follows the history of Christianity and Shimabara Rebellion in Kyūshū region. When I was young, I played a videogame that one of characters was Amakusa Shirō Toksada (天草四郎時貞) who portrayed the real person in the history. I made my own research about the rebellion and hoped to visit the relevant sites someday. Twenty years later, with the advantages of internet and Google Map, I was ready to make my dream came true.

I travelled to 12 cities/towns in 4 prefectures.

- Hakata and Dazaifu in Fukuoka Prefecture
- Hirado, Sasebo, Nagasaki, Shimabara, Unzen, and Minami-Shimabara in Nagasaki Prefecture
- Amakusa, Kami-amakusa, and Kumamoto in Kumamoto Prefecture
- Yufuin in Ōita Prefectue

During 15 days, I stayed overnights at 11 different lodges and used various modes of transportation: trains, Shinkansen trains, intercity buses, local buses, trams, ferries, and rental cars. There were also many unexpected occurrences but the journey ended safely and expressively.

I am sorry that my writing is quite sort of travel memo so it may lack of visiting information. I also apologized for my English. 

Saturday, January 13, 2018

Kyushu First Time วันที่ 2 : เที่ยวชิล ๆ ในเมืองฮิราโดะ

สวัสดีค่ะ ป้าหมวยยยเอง

เที่ยววันแรกผ่านไปด้วยดี วันที่ 2 นี้ป้าเดินเที่ยวเมืองฮิราโดะทั้งวันค่ะ

  • เช้า: อนุสาวรีย์ริมอ่าวฮิราโดะ สะพานไซไว อนุสาวรีย์ที่ระลึกหอการค้าอังกฤษ ปราสาทฮิราโดะ ศาลเจ้าคาเมโอกะ
  • กลางวัน: วัดไซเคียวจิ ร้านขนมสึตายะ ภาพวิววัดพุธและโบสถ์คริสต์ โบสถ์ฟรังซิสเซเวียร์
  • เย็น:  ต้นปรงยักษ์ บ่อน้ำหกเหลี่ยม พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มัตสึระ ถนนสายประวัติศาสตร์ อนุสรณ์ที่ระลึกฟุจิอุระโค บ่อน้ำร้อนแช่แขนและขา

ตอนเช้าเรียวคังไม่มีอะไรให้ทานค่ะ เพราะส่วนร้านอาหารเปิดช่วงเย็น แต่มาเมืองนี้สบาย ๆ ตื่นสายเดินมาหาอะไรกินง่าย ๆ ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตช้างน้อย ระยะทางจากที่พักก็ใกล้เหมือนเดินมาเซเว่นปากซอย ซุปเปอร์ ฯ เอเลน่าเปิด 8 โมงครึ่ง พอมีอาหารเช้าราคาไม่แพงนักให้เลือกซื้อแล้วมานั่งกินที่โต๊ะได้ค่ะ


อ่าวฮิราโดะยามเช้า


ตอนเช้าริมอ่าวฮิราโดะบรรยากาศดีมาก แดดออกแต่อากาศเย็นสบาย ริมอ่าวมีเก้าอี้น่ารักทำเป็นรูปดอกทิวลิปให้นั่งเล่นด้วยนะคะ (แต่ป้าไม่กล้านั่งค่ะกลัวพัง) แล้วก็มีอนุสาวรีย์น่าสนใจให้แวะชมด้วย


รูปปั้นสตรีบัตตาเวีย (Batavia Lady Statue / ジャガタラ娘像 Jagatara Musume-zō)


สายตาของเธอเหม่อมองไปไกล


รูปปั้นหญิงสาวสีหน้าเศร้าสร้อย สวมสร้อยกางเขน กุมมือที่อก สายตามองสู่เบื้องบนทอดไปไกลนี้ตั้งอยู่ริมอ่าวฮิราโดะ สร้างขึ้นในปี 1965 เพื่อระลึกถึงความโศกเศร้าคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนของสตรีญี่ปุ่นซึ่งแต่งงานกับชาวฮอลันดาหรือชาวอังกฤษและถูกขับไล่ไปยังปัตตาเวีย (ปัจจุบันคือกรุงจาการ์ต้าในอินโดนีเซีย) พร้อมกับลูก ๆ ที่มีสายเลือดผสมในปี 1639 ตามคำสั่งปิดประเทศของรัฐบาล จดหมายที่พวกเธอเขียนและส่งกลับมาถึงญาติ ๆ ในประเทศบ้านเกิดกลายเป็นวัตถุมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์

พิกัด GPS: 33.370860, 129.553176


อนุสาวรีย์การมาถึงของเรือโปรตุเกส (Entrance of Portugal Ship / ポルトガル船入港碑  Porutogarusen Nyūkōhi)


อนุสาวเรีย์เรือโปรตุเกส


อนุสาวรีย์โลหะรูปเรือสำเภาโปรตุเกสอยู่ข้าง ๆ รูปปั้นสตรีปัตตาเวียนี้จัดทำขึ้นในปี 2001 เนื่องในวาระครบรอบ 450 ปีของการเทียบท่าของเรือโปรตุเกสเป็นครั้งแรกในปี 1550 โดยมีโจรสลัดหวังจื่อ (王直 Wang Zhi หรือออกเสียงญี่ปุ่นว่า Ōchoku)เป็นคนกลางเจรจาระหว่างฝ่ายโปรตุเกสและเจ้าเมืองฮิราโดะ อย่างไรก็ตามในปี 1561 เกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทระหว่างลูกเรือและชาวเมืองจนมีผู้เสียชีวิต 14 คน ทำให้เรือโปรตุเกสยกเลิกการเทียบท่าที่ฮิราโดะและย้ายไปที่นางาซากิแทน

พิกัด GPS: 33.370815, 129.553173


เดินมาตรงมาทางสะพานสามแยกนะคะ ตรงนี้เลยไปอีกหน่อยตรงข้ามกับอาคารเทศบาลเมืองจะเห็นสะพานไซไวค่ะ 


สะพานไซไว (Saiwai Bridge / 幸橋 Saiwaibashi)


สะพานไซไว รูปนี้มาถ่ายตอนสาย ๆ แล้ว ระดับน้ำเริ่มลดลง


เป็นสะพานหินโบราณข้ามแม่น้ำคางามิ ยาว 19.8 เมตร กว้าง 5.2 เมตร มีส่วนโค้งสวยงาม สร้างขึ้นในปี 1702 เรียกอีกชื่อว่า “สะพานฮอลันดา” (オランダ橋 Oranda-bashi) เพราะผู้สร้างสะพานเคยมีส่วนร่วมในการก่อสร้างสถานีการค้าฮอลันดาได้นำเทคนิคการสร้างสะพานโค้งตามแบบตะวันตกมาปรับใช้ในการสร้างสะพานหินแห่งนี้  ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติสำคัญทางวัฒนธรรมในปี 1978

พิกัด GPS: 33.368389, 129.553115


เมื่อข้ามสะพานเดินตรงเข้ามาตรงอาคารเทศบาลเมือง มีสมอเรือเก่าแก่ขนาดใหญ่และเล็กจัดแสดงอยู่ สมอเรือนี้คือ "สมอเรือฮอลันดา" (オランダ船錨 Oranda-fune Ikari) ถูกงมขึ้นมาจากอ่าวคาวาจิในปี 1952 และ 1956 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีสมอเรือรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เชื่อว่าเป็นของเรือสำเภาจีนถูกงมขึ้นมาจากอ่าวมิยาโนะอุระ แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองด้านการค้าทางทะเลในฮิราโดะเมื่อสี่ร้อยปีก่อน


อนุสาวรีย์ที่ระลึกหอการค้าอังกฤษ (English Trading House Memorial / イギリス商館記念碑 Igirisu Shōkan Kinenhi)


อนุสาวรีย์ที่ระลึกหอการค้าอังกฤษ


อนุสาวรีย์นี้อยู่บริเวณทางเข้าของอาคารเทศบาลเมืองฮิราโดะถัดจากสะพานไซไว โดยตั้งขึ้นตรงข้ามกับจุดที่เชื่อว่าเคยเป็นที่ตั้งของหอการค้าอังกฤษ ของเดิมตั้งขึ้นในปี 1927 และอันปัจจุบันเป็นของที่ทำขึ้นใหม่ในปี 2013 ในวาระครบรอบ 400 ปีของการก่อตั้งหอการค้าอังกฤษด้วยเงินบริจาค

ในบรรดาชาติตะวันตกที่เข้ามาทำการค้าในฮิราโดะเมื่อ 400 ปีก่อนจะย้ายฐานการค้าไปยังนางาซากินั้น โปรตุเกสเข้ามาเป็นชาติแรกในปี 1550 ฮอลันดาในปี 1609 และอังกฤษเข้ามาเป็นชาติสุดท้ายและได้ตั้งสถานีการค้าขึ้นในปี 1613 ด้วยความช่วยเหลือจากวิลเลียมส์ อดัมส์ (มิอุระ อันจิน) มีริชาร์ด คอคส์ (Richard Cocks, 1566 - 1624) เป็นหัวหน้าสถานีคนแรก จุดประสงค์ในการตั้งสถานีการค้าคือค้าขายเสื้อผ้าขนสัตว์และเป็นตัวกลางขายสินค้าญี่ปุ่นกับสยาม อย่างไรก็ตามสถานีการค้าตั้งอยู่เพียง 10 ปีและปิดตัวลงในปี 1623 เพราะมีปัญหาขัดแย้งกับฮอลันดา จากนั้นอังกฤษจึงหันไปเน้นทำการค้าในประเทศอาณาณิคมของตนเอง เช่น อินเดียและซีลอนแทน

พิกัด GPS: 33.368318, 129.553529


ป้าเดินทะลุอาคารเทศบาลเมืองและข้ามถนนจะพบทางเข้าศาลเจ้าคาเมโอกะซึ่งกำลังอยู่ในเทศกาลซากุระพอดี เดินตามทางบันไดไปจะผ่านลานกีฬาและลานจอดรถเล็ก ๆ เด็ก ๆ กำลังเล่นเบสบอลกันอยู่ในสนามหันมาทักทายเสียงดัง "โอฮาโยโกะไซมัส" อู้ย ป้าละเอ็นดู~ 😊

พอมาถึงถนนใกล้ลานจอดรถก็เลือกได้ว่าจะเดินไปทางซ้ายเพื่อขึ้นบันไดไปทางปราสาทฮิราโดะ หรือเดินไปทางขวาเพื่อเข้าทางศาลเจ้าคาเมโอกะก็ได้ ป้าเลือกเดินไปทางซ้ายเพื่อชมปราสาทฮิราโดะก่อนค่ะ


ปราสาทฮิราโดะ (Hirado Castle / 平戸城 Hiradojō)


ปราสาทหลักขนาดไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับปราสาทหลาย ๆ แห่ง


ปราสาทฮิราโดะเป็นปราสาทที่สร้างบนเนินเขาเตี้ย ๆ ริมอ่าวฮิราโดะ เป็นปราสาทของตระกูลมัตสึระ (松浦氏 Matsura-shi) ที่ครองเขตฮิราโดะและเกาะโอกิ ปราสาทหลังแรกชื่อปราสาทฮิโนะทาเกะ (日之岳城 Hinotake-jō) ถูกสร้างขึ้นในปี 1599 โดยไดเมียวมัตสึระ ชิเงโนบุ (松浦 鎮信 Matsura Shigenobu, 1549 - 1614) ซึ่งได้ครอบครองเขตนี้โดยเป็นบำเน็จรางวัลจากโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ (豊富秀吉 Toyotomi Hideyoshi, 1537 - 1598) แต่เมื่อเกิดสงครามเซกิงะฮาระ (関ヶ原の戦い Sekgahara no Tatakai) ในปี 1600 ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายโตกุงาวะ และตระกูลมัตสึระไม่ได้แสดงการเลือกฝ่ายอย่างเด่นชัดจนถูกสงสัยว่าเข้ากับฝ่ายผู้สนับสนุนโทโยโทมิ มัตสึระ ชิเงโนบุจึงเผาปราสาทเพื่อแสดงความจงรักภักดีในปี 1613 เวลาผ่านไปเกือบ 100 ปีต่อมามัตสึระ ทาคาชิ (松浦浦棟 Matsura Takashi, 1646 - 1713) ได้สร้างปราสาทขึ้นใหม่ในปี 1704 และเสร็จสิ้นในปี 1707 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นที่พำนักของตระกูลมัตสึระ และเป็นจุดยุทธศาสตร์ป้องกันชายฝั่งทะเลจีนตะวันออก

อย่างไรก็ตามหลังการปฏิรูปเมจิ อาคารหลายหลังถูกรื้อถอนยกเว้นประตูฝั่งเหนือ ป้อม และคูน้ำ พื้นที่บางส่วนถูกปรับเป็นสวนสาธารณะ ในปี 1962 มีการก่อสร้างปราสาท ป้อม และกำแพงขึ้นใหม่ ปราสาทหลังใหม่สูง 5 ชั้น สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องใช้ของตระกูลมัตสึระ หนึ่งในของมีค่าเหล่านั้นได้แก่ ดาบญี่ปุ่นยาว 93 ซม. เชื่อว่าเป็นของแม่ทัพในพระจักรพรรดินีจิงกูครั้งบุกตีเกาหลีในช่วงคริสตศักราช 200 - 266 ดาบนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุของชาติ

ประตูที่ป้าเข้าเรียกว่า "ประตูคิตะโคกุจิมง" (北虎口門 Kitakoguchimon) ค่ะ ถัดจากซุ้มขายตั๋วเข้าชมคนละ 510 เยนจะเป็นอาคารที่เรียกว่า "ป้อมทานุกิ" (狸櫓 Tanuki-yagura) มีรูปวาดทานุกิอยู่ข้างหน้าด้วย ชื่อจริงของอาคารนี้คือ "ป้อมทามอง (多門櫓 Tamon-yagura) เดิมเป็นสถานที่เก็บอุปกรณ์ทางการเกษตรต่าง ๆ เช่น ตะกร้าเก็บใบชา เครื่องนวดข้าวแบบพื้นบ้าน ฯลฯ มีเรื่องเล่ากันมาว่า มีทานุกิ (หมายถึง แรคคูน คนญี่ปุ่นเชื่อว่าสามารถแปลงร่างได้) อาศัยอยู่ใต้แผ่นไม้กระดานของป้อมนี้ พอมีการรื้อแผ่นไม้ออกหมดเพื่อปรับปรุงสถานที่ ทานุกิก็แปลงร่างเป็นหญิงสาวไปนั่งอยู่ข้างที่นอนของเจ้าเมืองแล้วบอกว่า "ถ้าท่านให้พวกเราได้อาศัยอยู่ที่นี่ พวกเราทุกรุ่นจะปกป้องปราสาทนี้ตลอดไป" เจ้าเมืองจึงให้นำแผ่นไม้กระดานไปติดตั้งดังเดิม อาคารนี้จึงได้ชื่อว่า "ป้อมทานุกิ" ตามเรื่องเล่าที่ว่ามา ปัจจุบันใช้จัดแสดงแผนที่โบราณแสดงพื้นที่โดยรอบปราสาท


ทางเดินเข้าปราสาท


เสื้อกิโมโนลายดอกเบญมาศของพระจักรพรรดิเมจิ


พอเดินเข้ามาตามทางที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่นก็ถึงปราสาทฮิราโดะ ภายในจัดแสดงสิ่งของมีค่าต่าง ๆ ของตระกูลมัตสึระ ของใช้จากต่างประเทศ สิ่งบูชาของคริสตังลับในช่วงเบียดเบียนศาสนา  ชุดเกราะโบราณ แผนที่ ฯลฯ


วิวอ่าวจากยอดปราสาทฮิราโดะ


ชั้นบนสุดเป็นจุดชมวิว สามารถมองเห็นอ่าวฮิราโดะ เกาะคุโรโกะจิม่า (黒子島 Kurokojima) ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ พื้นที่ประมาณ 0.3 ตารางกิโลเมตร และสถานที่สำคัญ ๆ เช่น สถานีการค้าฮอลันดา โบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ เจดีย์สามชั้นวัดไซเคียวจิ รวมไปถึงสะพานฮิราโดะโอฮาชิที่เชื่อมต่อเกาะฮิราโดะกับแผ่นดินใหญ่ได้ชัดเจน

เวลาทำการ: 8:30-17:30
วันหยุด: วันที่ 30-31 ธันวาคม
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 510 เยน เยาวชนระดับชั้นมัธยมปลาย 300 เยน เด็กระดับชั้นประถมและมัธยมต้น 200 เยน 

พิกัด GPS: 33.368555, 129.557551
เว็บไซท์: http://www.hira-shin.jp (ภาษาญี่ปุ่น)


อนุสาวรีย์ที่ระลึกการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ยาสูบครั้งแรกในญี่ปุ่น


เมื่อเดินออกมาอีกทางหนึ่งจะออกมาตรงศาลเจ้าคาเมโอกะค่ะ ระหว่างทางมีอนุสาวรีย์ที่ระลึกการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ยาสูบครั้งแรกในญี่ปุ่น (日本最初たばこ種子渡来之地碑 Nihon Saisho Tabako-shushi Torai no Chihi) โดยนักบวชคณะเยซูอิต Hieronymus de Castro เป็นผู้มอบเมล็ดพันธุ์ให้แก่ไดเมียวมัตสึระ  ชิเงโนบุเป็นของกำนัลเพื่อเบิกทางขอเผยแพร่ศาสนาในปี 1601


ลานซากุระในพื้นที่ศาลเจ้าคาเมโอกะ


ซากุระที่บานสองรอบ Nidozaki Sakura


บริเวณนี้มีต้นซากุระมากมายกว่า 900 ต้น เป็นจุดชมดอกไม้ที่เป็นที่นิยมแห่งหนึ่ง ช่วงที่ไปก็มีคนมานั่งชมดอกไม้กันพอสมควรแต่ไม่ถึงกับหนาแน่นนัก ที่สวนนี้มีต้นซากุระพันธุ์หายากที่นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นยังมาถามหาว่าอยู่ตรงไหน คือ "นิโดะซากิซากุระ" (二度咲桜 Nidozaki sakura) ที่แยกออกมาจากพันธุ์ยาเอะซากุระ (八重桜 Yaezakura) อีกที นิโดะซากิซากุระ แปลว่า ซากุระที่บานสองครั้ง คือตรงกลางดอกที่บานแล้วมีดอกตูมเล็ก ๆ ที่จะบานได้อีกในภายหลัง แต่ช่วงที่ป้าไปถึงดอกตูมตรงกลางบานแล้ว 


ศาลเจ้าคาเมโอกะ (Kameoka Shrine / 亀岡神社 Kameoka Jinja)


ศาลเจ้าคาเมโอกะ


เป็นศาลเจ้าชินโตอยู่ในสวนสาธารณะคาเมโอกะซึ่งเดิมอยู่ในพื้นที่ปราสาทฮิราโดะ อาคารศาลเจ้าสร้างขึ้นในปี 1880 โดยรวมศาลเจ้าเดิม 4 แห่ง (ศาลเจ้าชิจิโร, ศาลเจ้าโอโตมิยะ, ศาลเจ้าฮาจิมัง และศาลเจ้าเรจินซัน) เข้าเป็นศาลเจ้าเดียว ด้านหน้ามีเรือนยกพื้นสำหรับแสดงรำคางุระที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคมของทุกปี

เนื่องจากตระกูลมัตสึระเดิมเป็นผู้ครองเขตนี้ จึงสามารถพบเห็นตราประจำตระกูลได้ตามสถานที่สำคัญหลายแห่งรวมทั้งศาลเจ้าคาเมโอกะแห่งนี้ ตราประจำตระกูลมัตสึระเป็นรูปวงกลมสามดวงซ้อนกันเป็นทรงสามเหลี่ยมเรียกว่า ตรามิตสึโบชิ (三つ星 Mitsuboshi) 


ท่านนาคายามะ ไอโกะ


รูปปั้นหญิงสาวสวมชุดในราชสำนักอยู่ใกล้ ๆ ศาลเจ้า เป็นรูปปั้นของท่านหญิงนาคายามะ ไอโกะ (中山愛子 Nakayama Aiko) ซึ่งเป็นพระอัยยิกา (ยาย) ของพระจักรพรรดิเมจิ ท่านเกิดที่ฮิราโดะในปี 1818 และเสียชีวิตในวัย 88 ปีเมื่อปี 1906 เป็นบุตรสาวคนที่ 11 ของมัตสึระ เซซัน ต่อมาสมรสกับเสนาบดีฝ่ายซ้ายนาคายามะ ทาดายาสึ มีบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคน บุตรสาวคนเล็ก นาคายามะ โยชิโกะ (中山 慶子 Nakayama Yoshiko, 1836 - 1907) เมื่อเจริญวัยได้ถวายตัวและขึ้นเป็นสนมเอกในพระจักรพรรดิโคเม และให้ประสูติกาลพระโอรสมุทสึฮิโตะซึ่งได้สืบทอดราชสมบัติเป็นพระจักรพรรดิเมจิ (明治天皇 Meiji Tennō, 1852 - 1912)ในเวลาต่อมา ชุดกิโมโนลายดอกเบญจมาศที่สวมใส่ให้พระจักรพรรดิเมื่อเป็นทารกจัดแสดงอยู่ภายในปราสาทฮิราโดะ

บริเวณสวนสาธารณะมีต้นไม้อายุกว่า 400 ปีปลูกเป็นแถว มีลานกิจกรรม สนามเทนนิส และสวนอนุรักษ์ต้นกุหลาบพันปีฮิราโดะ (平戸つつじ Hirado tsutsuji /  Hirado Azalea) ซึ่งเป็นพันธ์ที่มีดอกใหญ่เป็นพิเศษและออกดอกช่วงกลางเดือนเมษายน-พฤษภาคม ต้นที่ศาลเจ้านี้กล่าวกันว่าเป็นต้นพ่อแม่พันธุ์ของกุหลาบพันปีที่ปลูกอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น

พิกัด GPS: 33.368080, 129.556865


ป้าเดินมาตรงทางออกอีกด้านของศาลเจ้า แล้วลัดเลาะตามถนนไปต่อที่วัดไซเคียวจิค่ะ ใช้เวลาเดินประมาณ 15-20 นาที


เจดีย์สามชั้นวัดไซเคียวจิ (Saikyōji Temple, Three-storey Pagoda / 最教寺・三重大塔 Saikyōji Sanju Daitō)


วัดไซเคียวจิเป็นวัดพุทธสายวัชรยานชินกอน (真言密教 Shingon mikkyō) ได้ชื่อว่า "วัดโคยะแห่งตะวันตก" พระอาจารย์โคโบไดชิหรือพระอาจารย์คูไค (弘法大師 Kōbōdaishi / 空海 Kūkai) ได้เดินทางจากญี่ปุ่นไปเมืองซีอานในประเทศจีน ท่านศึกษาพุทธรรมจนสำเร็จและนำมาเผยแพร่ในญี่ปุ่นเมื่อราว 1,200 ปีก่อน เจดีย์สามชั้นนี้สูง 33.5 เมตร เป็นของใหม่สร้างขึ้นในปี 1988 เพื่อระลึก 1150 ปีมรณกาลของพระอาจารย์ ได้ชื่อว่าเป็นเจดีย์สามชั้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ


ทางเดินพระโพธิสัตว์


เมื่อเข้าไปในวัดแล้วต้องเดินตามทางบันไดที่มีพระพุทธรูปพระโพธิสัตว์เรียงรายจนมาถึงลานที่มีเจดีย์สามชั้นสีแดงสวยงาม มีรูปปั้นพระอลจนาถวิทยราช (不動明王 Fudō Myōō) ตั้งอยู่ด้านหน้า บริเวณนี้มีพระอุโบสถ และพระพุทธรูปไวโรจนพุทธะ (大日如来 Dainichi Nyōrai) ถ้าต้องการเข้าชมวัตถุโบราณทางพุทธศาสนาต้องเสียค่าใช้จ่าย 400 เยนโดยติดต่อเจ้าหน้าที่วัดก่อน ป้าไม่ได้เข้าเพราะหาเจ้าหน้าที่วัดไม่เจอซักคน


รูปปั้นพระอจลนาถหรือฟุโดเมียวโอหน้าเจดีย์สามชั้น


เจดีย์สามชั้นและพระอุโบสถ


ทางเดินออกจากเจดีย์สามชั้นอีกทางผ่านป่าไผ่ร่มรื่น


เวลาทำการ: 8:30-17:30
วันหยุด: วันพฤหัสบดี
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 400 เยน เยาวชนระดับชั้นมัธยมปลาย 300 เยน เด็กระดับชั้นประถมและมัธยมต้น 200 เยน 

พิกัด GPS: 33.363221, 129.553252


ถึงตอนนี้ก็เป็นช่วงบ่ายละ ป้าออกจากวัดมาตามทางเดิมแล้วเดินหาร้านขนมฮิราโดะสึตายะค่ะ เจอมาว่าถ้าไม่มาร้านนี้เหมือนยังมาไม่ถึงฮิราโดะ ร้านนี้อยู่บนถนนสายการค้า หาไม่ยากค่ะ


ร้านขนมฮิราโดะสึตายะ/เรือนอันจิน (Hirado Tsutaya Sweets shop . Anjin House / 平戸蔦屋・按針の館  Hirado Tsutaya . Anjin no Yakata)


หน้าร้านฮิราโดะสึตายะ


ร้านฮิราโดะสึตายะเป็นร้านขนมญี่ปุ่นที่เก่าแก่ที่สุดในคิวชู เปิดมาตั้งแต่ปี 1502 หรือเมื่อกว่า 500 ปีก่อน เจ้าของร้านคนปัจจุบันเป็นผู้สืบทอดรุ่นที่ 24 แต่เดิมทำขนมญี่ปุ่นให้ตระกูลมัตสึระผู้ครองเมืองฮิราโดะซึ่งริเริ่มวิถีชงชาจินชิน (鎮信流 Chinshin-ryū) สถานที่ตั้งร้านเป็นอาคารเก่าอายุ 300 ปีซึ่งสร้างบนพื้นที่ที่กล่าวกันว่ามีบ้านของมิอุระ อันจิน (วิลเลียมส์ อดัมส์) ตั้งอยู่ จึงมีอีกชื่อว่าเรือนอันจิน (Anjin no Yakata)

ภายในร้านมีขนมขายหลายอย่าง ทั้งขนมญี่ปุ่นและขนมฝรั่งที่ทำออกมาเป็นรูปดอกทิวลิปน่ารัก ขนมญี่ปุ่นสูตรดั้งเดิมที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือ ขนมโกโบโมจิ (牛蒡餅 Gobō Mochi) และขนมคัสโดส (カスドース Kasudōsu / Casdoce)

ขนมโกโบโมจิ หรือขนมโมจิรากไม้ เป็นขนมหน้าตาธรรมดาสีน้ำตาลหรือสีขาว มีส่วนผสมของแป้งข้าวเจ้าและน้ำตาล รสสัมผัสเหนียวนุ่มด้วยวัตถุดิบอย่างดี ว่ากันว่าพ่อค้าชาวจีนเป็นผู้นำสูตรขนมเข้ามาเมื่อ 440 ปีก่อน ที่เรียกว่าขนมโมจิรากไม้ เพราะสมัยก่อนจะทำเป็นเส้นยาวคล้ายรากไม้ เวลาจะเสริฟแขกในพิธีชงชาและพิธีการต่าง ๆ ก็จะตัดแบ่งเป็นชิ้น ๆ ตามจำนวนคน


ขนมคัสโดส หากินได้ที่ฮิราโดะเท่านั้น


ส่วนขนมคัสโดสเป็นสูตรขนมที่ชาวโปรตุเกสนำเข้ามา โดยใช้ขนมเค้กคาสเทลล่า (カステラ Kasutera / Castella - ขนมไข่ผสมน้ำผึ้ง) ซึ่งเป็นขนมที่มีชื่อเสียงของนางาซากิมาตัดเป็นชิ้น ๆ พอดีคำ ชุบไข่แดงให้ทั่วนำไปทอดในน้ำเชื่อมให้เป็นสีเหลืองทองสวยเสมอกันแล้วคลุกด้วยน้ำตาลทรายเม็ดละเอียด จะเห็นได้ว่าวิธีการทำบางส่วนคล้ายทองหยิบทองหยอดบ้านเรา ส่วนรสชาติก็คล้ายกันแต่อร่อยคนละแบบ ป้าชอบอันนี้มากกกกกกค่ะ เค้กเนื้อนุ่มได้กลิ่นรสหวานหอมและได้สัมผัสกรุบเล็กน้อยจากเกล็ดน้ำตาล สนนราคาชิ้นละประมาณ 200 เยน อยากกินหลาย ๆ ชิ้นนะคะแต่เกรงใจเงินเยนในกระเป๋า


ภายในร้านสึตายะ


ลูกค้าสามารถซื้อขนมมานั่งกินกับชาที่บริการฟรี (แต่กาแฟเสียเงินค่ะ) ในห้องบรรยากาศแบบญี่ปุ่น ป้ากินขนมชมวิดีโอสาธิตวิธีการทำคัสโดสแล้ว เราไปเดินเที่ยวเมืองฮิราโดะต่อค่ะ

พิกัด GPS: 33.367049, 129.551962
เว็บไซท์: http://www.hirado-tsutaya.jp/


ออกมาจากร้านสึตายะแล้วเดินไปทางขวามือตามถนนการค้าประมาณ 300 เมตร (เส้นที่อยู่ถัดจากถนนริมอ่าว) จะมีป้ายบอกไว้ว่าถึงทางขึ้นบันไดไปชมวิววัดพุทธและโบสถ์คริสต์ค่ะ ตรงนี้เป็นจุดไฮไลท์ที่คนมาเที่ยวฮิราโดะต้องมาเช็คอินนะคะบอกเลย


ภาพวิววัดพุทธและโบสถ์คริสต์ (View of Temple and Church / 寺院と教会の見える風景 Jiin to Kyōkai no Mieru Fūkei)


ภาพวิววัดพุทธและโบสถ์คริสต์


ณ จุดหนึ่งบนทางบันไดยาวประมาณ 300 เมตรแห่งนี้ จะเห็นภาพวิวที่ประกอบด้วยวัดพุทธและโบสถ์คริสต์อยู่ในมุมเดียวกัน วัดพุทธได้แก่วัดโคเมจิ (光明寺 Kōmeiji) และวัดซุยอุนจิ (瑞雲寺 Sui'un-ji) และยอดโบสถ์คริสต์ที่เห็นคือโบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ (平戸ザビエル記念教会 Hirado Zabieru Kinen Kyōkai) เป็นภาพที่แสดงถึงการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกที่มีอยู่ในเมืองฮิราโดะ

พิกัด GPS: 33.369879, 129.551001


หลังจากป้าค่อย ๆ ยักแย่ยักยันตามวัยเดินขึ้นไปตามบันไดมาจนสุดทาง ก็ถึงด้านหลังของโบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ค่ะ ซึ่งบางทีถ้าประตูหลังปิด อาจจะต้องเดินอ้อมนิดหน่อยมาเข้าทางด้านหน้า บริเวณใกล้ ๆ กันมีลานจอดรถสำหรับนักท่องเที่ยวที่ขับรถมาด้วยโดยลานจอดสำหรับนักท่องเที่ยวจะเป็นลานยกพื้นสูง ส่วนอีกลานเป็นลานที่จอดรถรายเดือน

ธรรมเนียมการเข้าชมโบสถ์คาทอลิกทั่วไปที่ญี่ปุ่นคือ ให้ถอดหมวก รองเท้า แสดงท่าทีสงบ สำรวม ไม่เข้าพื้นที่หวงห้ามและไม่แตะต้องสิ่งของที่ไม่ได้รับอนุญาต ห้ามถ่ายรูปภายใน และงดเข้าชมขณะมีพิธีมิสซาเป็นต้น

โบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ (St. Francis Xavier Memorial Church / 平戸ザビエル記念教会 Hirado Zabieru Kinen Kyōkai)


โบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ฮิราโดะ


โบสถ์ศิลปะโกธิคสีเขียวไข่กาตัดกับสีท้องฟ้าครามแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเมืองฮิราโดะ โบสถ์หลังเดิมสร้างขึ้นในปี 1913 ที่บริเวณใกล้ ๆ กัน แต่ได้มาสร้างใหม่ที่ตำแหน่งปัจจุบันในปี 1931 มีการสร้างรูปปั้นนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ในปี 1971 เพื่อระลึกถึงการเยือนฮิราโดะของท่าน และเปลี่ยนชื่อเป็นสักการสถานนักบุญฟรังซิสเซเวียร์และชื่อปัจจุบันในเวลาต่อมา ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของโบสถ์แห่งนี้คือ ทางด้านซ้ายของโบสถ์มีหอทรงแปดเหลี่ยมซึ่งเป็นจุดติดตั้งบันไดเวียน แม้จะแลดูไม่สมมาตรตามความนิยมของศิลปะแบบโกธิคแต่ยังมีความสวยงามกลมกลืน


ภายในโบสถ์และพระแท่น

ภายในตกแต่งสีขาว เพดานสูงแบบ Rib vault คล้ายปีกค้างคาว อัครเทวดามิคาเอลที่เป็นองค์อุปถัมภ์โบสถ์อยู่ตรงกลางด้านบน หลังพระแท่นมีกางเขนสีทองตรงกลางเหนือตู้ศีล มีรูปเทวดานั่งคุกเข่าอยู่ทั้งสองข้าง *ที่นี่จริง ๆ งดถ่ายภาพด้านในโบสถ์แต่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากผู้ดูแลแล้ว*


รูปปั้นนักบุญฟรังซิสเซเวียร์


อนุสรณ์ที่ระลึกถึงวิญญาณมรณสักขีแห่งฮิราโดะ


รอบพื้นที่โบสถ์มีรูปปั้นท่านฟรังซิสเซเวียร์ และอนุสรณ์ที่ระลึกถึงวิญญาณมรณสักขีแห่งฮิราโดะ (平戸殉教者顕彰慰霊の碑 Hirado Junkyōsha Kenshō Irei no Hi) ซึ่งเป็นแท่นหินสีเทาใต้พระรูปพระเยซูเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพ เพื่อระลึกถึงมรณสักขีผู้ยอมตายแต่ไม่ละทิ้งความเชื่อในช่วงเบียดเบียนศาสนาในสมัยเอโดะ ถ้ำแม่พระเมืองลูรด์ และมีร้านศาสนภัณฑ์ เป็นต้น

เวลาทำการ: 6:00-16:30 และ 10:00 - 16:30 สำหรับวันอาทิตย์
พิธีมิสซา: 6:00, 8:30 ทุกวันอาทิตย์ และ 18:30 ทุกวันเสาร์สัปดาห์เว้นสัปดาห์

พิกัด GPS: 33.369636, 129.549598


ต้นปรงยักษ์ (Great Cycad / 大そてつ  Dai-Sotetsu)


ต้นปรงยักษ์หน้าทางขึ้นศาลเจ้าเท็นมัง


จากโบสถ์เดินลงมาที่จุดเดิมแล้วเดินไปตามถนนการค้า หาทางเดินขึ้นมาหน้าบันไดทางขึ้นศาลเจ้าเท็นมังจะมีต้นปรงยักษ์ค่ะ ต้นปรงนี้เชื่อกันว่ามีอายุมากกว่า 500 ปี มีขนาดใหญ่มากจนต้องทำเสาค้ำไว้ ป้ามอง ๆ.ดู เห็นมีหน่ออ่อนขึ้นมาตามลำต้นก็อดคิดไม่ได้ว่าจะโตไปได้อีกเท่าไรน้อ

พิกัด GPS: 33.372038, 129.551657


บ่อน้ำหกเหลี่ยม (Hexagon well / 六角井戸 Rokkaku-ido)


บ่อน้ำหกเหลี่ยม


เดินเลยต้นปรงยักษ์มาอีกนิดจะมีบ่อน้ำหกเหลี่ยม ลักษณะบ่อเป็นไปตามชื่อ คือเป็นรูปหกเหลี่ยมตามแบบจีน สร้างโดยพ่อค้าชาวจีนที่เคยได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในฮิราโดะ ปัจจุบันภายในยังมีน้ำอยู่และมีการสร้างฝาไม้ครอบไว้

พิกัด GPS: 33.372336, 129.552171


จากบ่อน้ำหกเหลี่ยมเดินมาอีกนิดเดียวก็ถึงพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มัตสึระค่ะ เป็นไฮไลต์หนึ่งที่ผู้มาเยือนฮิราโดะต้องแวะชม ในครั้งนี้เนื่องจากป้าเคยเมล์มาสอบถามรายละเอียดการเดินทางมาฮิราโดะผ่านเว็บไซท์และ Mr. Remco ซึ่งเป็นหนุ่มชาวเนเธอร์แลนด์ที่ทำงานในฮิราโดะเป็นผู้ตอบเมล์ พอดีได้พบกับเขาที่นี้จึงได้รับเกียรติพาเดินชมและบรรยายวัตถุจัดแสดงต่าง ๆ เป็นภาษาอังกฤษ


พิพิธภัณฑ์ประวัตศาสตร์มัตสึระ (Matsura Historical Museum / 松浦史料博物館 Matsura Shiryō Hakubutsukan)


ทางขึ้นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มัตสึระ เพิ่งมาถ่ายเอาตอนประตูปิด


ตระกูลมัตสึระเป็นตระกูลเก่าแก่สืบย้อนไปถึงสมัยเฮอันเมื่อราวหนึ่งพันปี มีความสัมพันธ์กับราชตระกูลพระจักรพรรดิ รวมทั้งมีอำนาจและเป็นที่ยอมรับนับถือในช่วงสมัยเอโดะ

ที่นี่เดิมเป็นศูนย์กลางการปกครองของฮิราโดะภายใต้การนำของตระกูลมัตสึระรวมทั้งเป็นคฤหาสถ์ที่พักอาศัยของคนในตระกูลก่อนจะย้ายไปที่ปราสาทฮิราโดะในปี 1599 ต่อมาเมื่อเกิดการปฏิรูปเมจิที่ยกเลิกการปกครองแบบศักดินา ตระกูลมัตสึระได้สร้างเรือนหลังปัจจุบันในปี 1893 โดยให้ชื่อว่า "เรือนสึรุงามิเนะ (鶴ヶ峰邸 Tsurugamine-tei)" เพื่อเป็นที่พำนักของคนในตระกูลจนถึงปี 1955 จึงบริจาคอาคารและพื้นที่โดยรอบเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันสืบต่อมาในตระกูลมัตสึระ

ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องใช้เครื่องเรือนของคนในตระกูลซึ่งมีทั้งของญี่ปุ่นและของตะวันตก เช่น เกี้ยว ดาบญี่ปุ่น ฉากกั้น ตุ๊กตาเด็กสิบสองนักษัตร แผ่นภาพห้อยผนัง แผนผังตระกูลมัตสึระ แผนที่ ลูกโลกโบราณ จานวาดภาพเทวทูตแจ้งสาร ฯลฯ ล้วนเป็นวัตถุโบราณที่มีคุณค่า ในจำนวนนี้รวมถึงชุดเกราะที่ได้รับจากไดเมียวโอโทโม โซริน (大友 宗麟 Ōtomo Sōrin หรือ 大友義鎮 Ōtomo Yoshishige, 1530 - 1587) มีอายุนับ 400 ปีแต่ยังมีสภาพสมบูรณ์ และแผนที่ในตู้ยาวแสดงเส้นทางและจุดแวะพักสำหรับเจ้าเมืองและคณะที่ต้องเดินทางจากฮิราโดะไปถึงเอโดะตามธรรมเนียมซันคินโคไต (参勤交代 Sankin-kōtai) ซึ่งทางรัฐบาลบาคุฟุกำหนดให้ไดเมียวผู้ครองเขตจะต้องเดินทางเข้ามารายงานตัวที่เมืองเอโดะตามกำหนด เขตที่อยู่ใกล้อาจให้สลับกันอยู่ที่เอโดะทุก ๆ ครึ่งปี เขตที่อยู่ไกลอาจกำหนดให้เข้ามาพำนัก 100 วันทุก ๆ 2 ปีเป็นต้น บางกรณีขณะที่ไดเมียวกลับไปปกครองที่เขต รัฐบาลอาจกำหนดให้ภริยาและครอบครัวพำนักในเอโดะเสมือนตัวประกัน ธรรมเนียมนี้มีขึ้นเพื่อลดทอนอำนาจและฐานการเงินของไดเมียวมิให้ต่อต้านรัฐบาล เนื่องจากผู้ครองเขตจะต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการพำนักในเอโดะ


ชุดเกราะจากโอโทโมะโซรินที่ยังมีสภาพสมบูรณ์


แผนที่แสดงเส้นทางและจุดแวะพักตั้งแต่ฮิราโดะถึงเอโดะ


นอกจากนี้ผู้เข้าชมสามารถผ่อนคลายและลิ้มรสชารสเลิศที่ชงขึ้นตามขนบสำนักชงชาจินชิน (鎮信流 Chinshin-ryū) ที่ก่อตั้งโดยตระกูลมัตสึระและขนมญี่ปุ่นได้ที่เรือนชงชาคาอุนเต (閑雲亭 Ka'un-tei) ที่อยู่ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ 


เวลาทำการ: 8:30-17:30
วันหยุด: วันที่ 29 ธันวาคม - 1 มกราคม
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 510 เยน เยาวชนอายุ 15-18 ปี 300 เยน เด็กอายุ 6-15 ปี 200 เยน  สามารถซื้อตั๋วควบเข้าชมสถานีการค้าฮอลันดาได้ในราคาผู้ใหญ่ 650 เยน เยาวชนและเด็ก 350เยนโดยไม่จำเป็นต้องชมในวันเดียวกัน

พิกัด GPS: 33.372990, 129.552380
เว็บไซท์: http://www.matsura.or.jp/en/


กว่าป้าจะออกมาจากพิพิธภัณฑ์ก็เย็นแล้วเลยไม่ได้ลองชิมชาที่คาอุนเต พอเดินลงมาตามบันไดและข้ามถนนจะเป็นถนนสายประวัติศาสตร์ (The Road of History / 歴史の道 Rekishi no Michi) สายสั้น ๆ ที่ทอดจากลานสาธารณะริมอ่าวมาถึงทางเข้าพิพิธภัณฑ์มัตสึระ


ถนนสายประวัติศาสตร์ (The Road of History / 歴史の道 Rekishi no Michi)


บริเวณนี้มีรูปหล่อทองแดงของ 6 บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องประวัติศาสตร์การค้าของฮิราโดะเรียงรายไปตลอดทาง รูปหล่อเหล่านี้ถูกจัดวางในช่วงปี 2000 - 2001 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลอง 400 ปีความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ บุคคลเหล่านี้เรียงตามลำดับจากถนนริมอ่าวถึงทางเข้าพิพิธภัณฑ์เป็นตามนี้ มาดูกันค่ะใครเป็นใครบ้าง


หกบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การค้าต่างประเทศของฮิราโดะ


1. ริชาร์ด คอคส์  (Richard Cocks, 1566 - 1624) หัวหน้าสถานีการค้าอังกฤษที่ฮิราโดะและเป็นคนแรกที่ปลูกมันเทศ (sweet potato) ในญี่ปุ่น โดยวิลเลียม อดัมส์เป็นผู้นำมันเทศมาจากเกาะริวคิว (โอกินาว่า) ที่เป็นทางผ่านหลังเสร็จสิ้นการแต่งสำเภาค้าขายที่จีน

2. ฌาคส์ สเปคซ์ (Jacques Specx, 1585 - 1562) หัวหน้าสถานีการค้าฮอลันดาคนแรก และเป็นผู้วางรากฐานการค้าระหว่างญี่ปุ่นและฮอลันดาโดยได้รับการสนับสนุนจากวิลเลียมส์ อดัมส์ รวมทั้งปรับปรุงอ่าวฮิราโดะให้กลายเป็นท่าเรือการค้าฮอลันดาแห่งแรกในญี่ปุ่น

3. วิลเลียม อดัมส์ (William Adams, 1564 - 1620) นักเดินเรือชาวอังกฤษที่ได้เป็นที่ปรึกษาด้านการค้าให้แก่โชกุนโตกุงาวะจนได้ รับชื่อใหม่ว่ามิอุระ อันจิน เขาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสถานีการค้าฮอลันดา

4. ฟรังซิส เซเวียร์ (Francis Xavier, 1506 - 1522) พระสงฆ์คาทอลิกผู้แพร่ธรรมที่มายังฮิราโดะในปี 1550 และได้รับอนุญาตจากมัตสึระ ทาคาโนบุผู้ครองเขตให้เผยแผ่ศาสนา ได้โปรดศีลล้างบาปให้แก่ประชาชนหลายร้อยคนภายในเวลาเพียง 20 วัน

5. หวังจื่อ (王直 Wang Zhi, ? - 1560) โจรสลัดหนุ่มชาวจีนผู้ที่ชาวฮิราโดะเรียกว่าโอโชคุ (王直 Ōchoku) มีกองเรือในอาณัติหลายร้อยลำ ต่อมาเขาทำข้อตกลงกับมัตสึระ ทาคาโนบุและกลายเป็นคนกลางนำเรือจีน เรือโปรตุเกส และฮอลันดาเข้ามาทำการค้าขายในฮิราโดะ

6. มัตสึระ ทาคาโนบุ (松浦隆信 Matsura Takanobu, 1529 - 1599) เจ้าเมืองฮิราโดะรุ่นที่ 25 ผู้มองการณ์ไกลถึงความสำคัญในการทำการค้ากับต่างประเทศ ทั้งอนุญาตให้มีการเผยแพร่ศาสนาคริสต์และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหวังจื่อ เพื่อเป็นคนกลางนำเรือจากจีนและฮอลันดาเข้ามาทำการค้า


อนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงฟุจิอุระ โค (Fujiura Kō Monument / 藤浦洸の歌碑 -- Fujiura Kō no Kahi)


อนุสาวรีย์ที่ระลึกฟุจิอุระ โค


บนถนนสายประวัติศาสตร์มีอนุสาวรีย์อยู่อันหนึ่งใกล้ ๆ กับบ่อน้ำร้อนแช่แขนแช่เท้า อนุสาวรีย์ที่ว่าเป็นอนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงฟุจิอุระ โค (Fujiura Monument / 藤浦洸の歌碑 -- Fujiura Kō no Kahi) ซึ่งเกิดที่เมืองฮิราโดะในปี 1898 และเสียชีวิตเมื่อปี 1979 เป็นกวีและนักแต่งเพลงญี่ปุ่นสากลที่มีชื่อเสียงในยุคโชวะ มีผลงานเพลงมากมาย ทั้งเพลงรื่นเริง เพลงประกอบละคร เพลงประจำหน่วยงาน ฯลฯ เพลงที่มีชื่อเสียง เช่น Wakare no Blues และ Kanashiki Kuchibue ซึ่งป้าคิดว่าอารมณ์ประมาณครูเอื้อ สุนทรสนานของคนญี่ปุ่นอย่างนั้นน่ะค่ะ อนุสาวรีย์นี้สร้างเพื่อเป็นที่ระลึก 100 ปีชาตกาลของฟุจิอุระ ตัวอักษรที่สลักเป็นเนื้อร้องของเพลง "Hirado no Uta" (เพลงฮิราโดะ) ตรงกลางมีช่องเล็ก ๆ ให้เอามือสอดเข้าไป แล้วจะได้ยินเสียงเพลง Hirado no Uta ดังออกมาจากลำโพง แต่ป้าลองแล้วเพลงมันไม่ดัง ใครมีโอกาสไปก็ลองเล่นดูละกันนะเผื่อจะแก้ไขแล้ว


บ่อน้ำพุร้อนสาธารณะสำหรับแช่แขนและขา (Arm&Leg Onsen / 平戸温泉うで湯あし湯 Hirado onsen udeyu ashiyu)


บ่อน้ำพุร้อนสำหรับแช่แขนและขา


ที่ฮิราโดะนี่ก็มีแหล่งน้ำพุร้อน ป้าปลื้มกะบ่อน้ำพุร้อนสาธารณะสำหรับแช่แขนและขา (Arm&Leg Onsen / 平戸温泉うで湯あし湯 Hirado Onsen Udeyu Ashiyu) มาก ตั้งอยู่กลางเมืองเลยริมถนนสายประวัติศาสตร์นี่แหละ น้ำอุ่นกำลังดี ส่วนใหญ่ที่อื่นจะมีแต่แบบให้แช่ขา แต่ที่นี่มีส่วนให้แช่แขนด้วย แช่แป๊บเดียวผิวเหี่ยว ๆ ของป้ารู้สึกเด้งดึ๋งผิวลื่นขึ้นมาเลยค่ะ ที่นี่ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมงก็จริง แต่ตอนป้าดอดมาแช่เท้าอีกทีตอนค่ำ ๆ นี่ไม่มีไฟ ต้องนั่งแช่ในไฟสลัวซะงั้น


สำหรับเส้นทางการเดินสำหรับวันนี้ ให้ไล่ดูตั้งแต่เส้นสีน้ำเงิน > เส้นสีแดง > เส้นสีเขียว > เส้นสีเหลือง ค่ะ



เย็นวันนี้ป้ากับผู้ร่วมเดินทางกิตติมศักดิ์อุดหนุนอาหารที่่เรียวคัง ก็มีเซ็ทหมูผัดขิงกับเซ็ตเลมอนสเต็ก (レモンステーキ Remon Sutēki) ที่เป็นอาหารสูตรเฉพาะจากซาเซโบะ เขาแล่เนื้อวัวสดใส่ในกะทะร้อนราดซอสรสเข้มข้นที่มีรสเปรี้ยวของเลมอน ทานแล้วรู้สึกสดชื่นดี

ตกค่ำป้าออกมาเดินเล่นเก็บบรรยากาศค่ำคืนสุดท้ายในฮิราโดะค่ะ เดินไปตามทางเดินริมอ่าว ชมหอการค้าฮอลันดาและปราสาทฮิราโดะตอนกลางคืนแล้วสักพักก็กลับเข้าที่พักเตรียมตัวเข้านอนค่ะ