Wednesday, January 10, 2018

Kyushu First Time วันที่ 1 : เดินเล่นริมอ่าวฮิราโดะ

สวัสดีค่ะ

ตามที่ป้าหมวยยยตัดสินใจมาเที่ยวคิวชูตั้งสิบห้าวันเมื่อเดือนเมษายน 2016 หลังจากเตรียมการมานาน ในที่สุดก็ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว

คืนวันที่ 30 มีนาคม 2016 ป้ากับผู้ใหญ่เตรียมตัวเช็คอินที่สนามบินสุวรรณภูมิตอนค่ำ ขึ้นเครื่องบินสายการบิน Jetstar เที่ยวบิน 3K 509 (ตอนนี้ยกเลิกเที่ยวบินจากกรุงเทพแล้ว) ออกเดินทางจากกรุงเทพเวลาประมาณตีสองนิด ๆ ไปถึงฟุกุโอกะตอนเช้าวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 9 โมงกว่า

วันที่มาถึง 1 เมษายนนับเป็นวันที่ 1 ของการเดินทาง โปรแกรมวันนี้เป็นการเดินทางเป็นส่วนใหญ่ จุดหมายปลายทางคือ เมืองฮิราโดะที่อยู่สุดขอบตะวันตกของเกาะคิวชูนู้น ตามแผนคือเมื่อไปถึงแล้วจะเดินเล่นชมสถานที่ที่ไม่ไกลจากที่พัก
  • เช้า: สนามบินฟุกุโอกะ ออกเดินทางด้วยรถบัสไปเมืองซาเซโบะ
  • กลางวัน: ต่อรถทีซาเซโบะ ไปเมืองฮิราโดะ
  • เย็น: สถานที่ท่องเที่ยวริมอ่าวฮิราโดะ อนุสาวรีย์ความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-เนเธอร์แลนด์ สวนสาธารณะซากิงาตะ (อนุสาวรีย์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ป้ายหลุมศพมิอุระ อันจิน) 
พอไปถึงสนามบิน กว่าจะผ่านตรวจคนเข้าเมืองใช้เวลานานกว่าที่คิดเพราะคิวยาวมากกกก ดีที่เผื่อเวลาไว้ พอรับกระเป๋าแล้วลงไปที่ชั้น 1 เพื่อใช้บริการแมวดำส่งกระเป๋าจากสนามบินไปรอที่โรงแรมในซาเซโบะ เอาแค่กระเป๋าใส่เสื้อผ้าสองคืนไปพักที่ฮิราโดะก็พอ

ตรงทางออกชั้น 1 สามารถขึ้นรถบัสไปซาเซโบะด้วยรถบัสด่วนสายซาเซโบะ (佐世保号 Sasebo-gō) ได้เลย ไม่ต้องไปต่อรถที่อื่น สามารถจองที่นั่งล่วงหน้าได้สูงสุดหนึ่งเดือนที่เว็บไซท์  http://www.atbus-de.com/ ตั๋วราคา 2,260 เยนแต่ถ้าไม่ได้จองล่วงหน้ามาก็สามารถซื้อได้ที่เคาท์เตอร์ก่อนรถออกได้ค่ะ เคาท์เตอร์อยู่หน้าทางออก ส่วนที่รอรถบัสอยู่ด้านนอกมีป้ายบอกชัดเจนค่ะ

ถ้าใครมีตั๋ว JR Pass ก็สามารถเดินทางจากสถานีรถไฟฮาคาตะไปซาเซโบะได้ทางรถไฟนะคะ โดยขึ้นรถไฟใต้ดินหรือรถบัสไปที่สถานี JR Hakata แล้วต่อรถไฟไป ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่ทริปนี้ของป้าใช้พาสทันทีจะไม่คุ้มและต้องการรักษาเวลาไม่ไปต่อรถไฟที่สถานีฮาคาตะ เลยเลือกขึ้นรถบัสสายตรงจากสนามบินค่ะ

ตอนนั้นอากาศเย็นอุณหภูมิราว ๆ 17-20 องศา คนละเรื่องกับอากาศร้อนแลบที่บางกอก เวลาขึ้นรถที่จองไว้คือ 11:30 น. มีเวลาเหลือพอที่จะทานอุด้งอุ่น ๆ ที่สนามบินแก้หิวก่อนจะขึ้นรถที่ป้ายที่ 1 ทางซ้าย ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาทีก็ถึงสถานีรถบัสหน้าสถานีซาเซโบะ (佐世保駅前バスセンター Sasebo Ekimae Basu Sentā) แล้วซื้อตั๋วขึ้นรถบัสไปฮิราโดะ มีออกทุกชั่วโมง ราคาตั๋ว  ณ ตอนนั้น 1,500 เยน แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าจะไปลงที่สถานีรถบัสฮิราโดะซัมบาชิ  (平戸桟橋バスターミナル Hirado Sambashi ฺBasu Tāminaru) เจ้าหน้าที่สาวชี้ไปที่แผงปุ่มกดตั๋วให้ป้ากดเองซะงั้น ...เอางั้นเหรอ ก็ได้ ๆ

จุดนี้ต้องระวังนิดค่ะ เพราะมันมีป้ายชื่อ ฮิราโดะกุจิซัมบาชิ (平戸口桟橋 Hiradoguchi Sambashi) ชื่อคล้ายกันแต่รถบัสยังไม่ได้ข้ามสะพานไปถึงตัวเมือง ป้าตาถั่วดันไปกดปุ่มนี้ได้ตั๋วมาแล้วแต่พอดีสงสัยว่าทำไมค่าตั๋วถูกกว่าข้อมูลที่หามาเลยไปถามเจ้าหน้าที่ เค้าเลยยกเลิกตั๋วแล้วไปช่วยกดอันที่ถูกต้องให้

ขออธิบายเกี่ยวกับเมืองฮิราโดะหน่อยนะคะ

ฮิราโดะ (平戸 Hirado) เป็นเกาะที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือในจังหวัดนางาซากิ ห่างจากแผ่นดินใหญ่ไม่มากนัก ถ้าดูแผนที่จะเห็นว่าอยู่สุดขอบตะวันตกของเกาะญี่ปุ่น ห่างจากเมืองปูซานและเกาะเจจูของเกาหลีไม่มากนัก ศูนย์กลางของเมืองอยู่ที่ตอนเหนือของเกาะ มีสะพานฮิราโดะโอฮาชิ (平戸大橋 Hirado Ōhashi) เชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่

สมัยก่อนเคยมีบทบาทเป็นเมืองท่าสำคัญที่มีการแลกเปลี่ยนการค้ากับชาติใกล้เคียง เช่น จีน เกาหลี เมื่อมีเรือฮอลันดาเข้าเทียบท่าที่อ่าวเป็นครั้งแรกในปี 1550 ฮิราโดะจึงกลายเป็นประตูสู่การค้ากับชาติตะวันตกได้แก่ สเปน ฮอลันดา อังกฤษ การค้าที่ฮิราโดะหรือที่ชาติตะวันตกรู้จักในนาม Firando เจริญรุ่งเรืองเป็นเวลาเพียง 39 ปีจนสิ้นสุดลงในปี 1641 เมื่อรัฐบาลบังคับให้ย้ายฐานการค้าไปยังนางาซากิเพื่อควบคุมกิจกรรมของชาวตะวันตก หลังจากนั้นฮิราโดะจึงกลายเป็นเมืองปราสาทเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีบทบาทสำคัญอะไรนัก อย่างไรก็ตามฮิราโดะเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ชาวญี่ปุ่นนิยมมาเที่ยวชมและสัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและกลิ่นอายที่ผสมผสานระหว่างญี่ปุ่นและชาติตะวันตกในยุคศตวรรษที่ 17 ซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ในตัวเมืองมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่งสามารถเดินทางได้ด้วยการเดินเท้า

ป้าใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่งในการเดินทางถึงสถานีรถบัสฮิราโดะซัมบาชิ รวมใช้เวลาเดินทางจากฮาคาตะ 3 ชั่วโมง สถานีรถบัสนี้อยู่ริมอ่าวฮิราโดะ ใกล้กับลานกิจกรรมซึ่งมีศูนย์ให้ข้อมูลการท่องเที่ยวอยู่ด้วย สามารถแวะไปขอแผนที่เดินเที่ยวชมเมืองได้ค่ะ เจ้าหน้าที่บางท่านพูดภาษาอังกฤษได้ มีแผนที่ภาษาอังกฤษให้ด้วย

จากนั้นก็เช็คอินฝากกระเป๋าที่เรียวคังที่อยู่ไม่ไกล ช่วงบ่ายอากาศกำลังดี แล้วออกมาเดินเที่ยวจุดท่องเที่ยวที่ใกล้ที่พักก่อนคือ บริเวณสถานีการค้าฮอลันดาและสวนสาธารณะซากิงาตะค่ะ

บ่อน้ำฮอลันดา (Dutch Well / オランダ井戸 Oranda-ido)


บ่อน้ำมีฝาปิดกันคนร่วงลงไป ส่อง ๆ ดูเหมือนไม่มีน้ำแล้ว


จุดแรกที่ไปถึงคือ บ่อน้ำฮอลันดา ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ สถานีการค้าฮอลันดา เป็นบ่อน้ำโบราณอายุกว่า 400 ปี เอาไว้ใช้ตักน้ำขึ้นมาใช้ในสถานี มีบ่อเล็กและบ่อใหญ่ติดกัน มีฝาปิดทำด้วยไม้

พิกัด GPS:  33.372508, 129.556658


โคมไฟนำร่อง (Ethernal Light Beacon / 常燈の鼻 Jōtō no Hana)


โคมไฟนำร่องอยู่ตรงทางโค้งพอดี


เขื่อนกันคลื่นทำด้วยหินที่สร้างขึ้นในปี 1616 นี้ใช้เป็นจุดวางโคมไฟสำหรับนำร่องเรือฮอลันดาที่เข้ามาในอ่าวฮิราโดะ ปัจจุบันทำเป็นโคมถาวรแต่ดูเหมือนจะไม่ได้เปิดไฟแล้วเพราะไฟถนนใกล้เคียงสว่างกว่า
 
พิกัด GPS: 33.372990,129.557913


สถานีการค้าฮอลันดาฮิราโดะ (Hirado Dutch Trading Post / 平戸オランダ商館 Hirado Oranda Shōkan)



อาคารสไตล์ฮอลันดาโบราณจะมีบันไดกลางแบบนี้

แต่เดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นสถานีการค้าของบริษัทดัชท์อีสท์อินเดีย (Dutch East India Company ตัวย่อ VOC จาก Vereenigde Oost-Indische Compagnie) ของฮอลันดา สร้างขึ้นในปี 1609 การค้าระหว่างญี่ปุ่นกับฮอลันดาเจริญรุ่งเรืองมากจนมีการขยายสถานีในช่วงปี 1612 - 1639 แต่ยุคทองของการค้าในฮิราโดะต้องสิ้นสุดลงในปี 1641 เมื่อกิจกรรมการค้ากับชาติตะวันตกถูกจำกัดเฉพาะที่เกาะเดจิมะ (出島 Dejima) ในนางาซากิตามนโยบายปิดประเทศของโชกุนโตกุงาวะ อิเอะมิตสึ (徳川家光 Tokugawa Iemitsu) สถานีการค้านี้จึงถูกทิ้งร้างไปตามเวลากว่า 300 ปี

พื้นที่สถานีการค้าฮอลันดาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติในปี 1922 พื้นที่โดยรอบยังมีร่องรอยบ่อน้ำ ท่าเรือ กำแพง และโคมไฟนำร่องหลงเหลืออยู่ ต่อมาในปี 1988 มีการริเริ่มโครงการก่อสร้างอาคารโกดังใหญ่ที่เคยสร้างขึ้นในปี 1639 ขึ้นใหม่ตามแบบภาพวาดและแผนที่ที่ยังหลงเหลืออยู่ภายใต้ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ มีการค้นคว้าเอกสาร ขุดค้นซากโบราณสถาน ปรับปรุงพื้นที่ บูรณะโบราณสถานโดยรอบ และเริ่มก่อสร้างในปี 2009 จนแล้วเสร็จและเปิดทำการเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 2010

สถาปัตยกรรมภายในใช้เสาตัว Y แบบฮอลันดา


พื้นที่จัดแสดง

พิพิธภัณฑ์จัดแสดงแผนที่ต่าง ๆ รวมทั้งแผนที่นครโยเดียหรือกรุงศรีอยุธยา เอกสาร ภาพวาด ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องมือใช้ในการเดินเรือ รวมทั้งสินค้าจากชาติตะวันตกและตะวันออก เช่น เครื่องเขินฝรั่ง ลูกโลกจำลอง เครื่องลายครามจีน เป็นต้น สถาปัตยกรรมทั้งภายในและภายนอกมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตามแบบฮอลันดา

เวลาทำการ: 8:30-17:30
วันหยุด: วันอังคาร วันพุธ และวันพฤหัสในสัปดาห์ที่สามของเดือนมิถุนายน
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 300 เยน เด็ก 200 เยน  สามารถซื้อตั๋วควบกับพิพิธภัณฑ์มัตสึระได้ในราคาผู้ใหญ่ 650 เยน/เด็ก 350เยนโดยไม่จำเป็นต้องชมในวันเดียวกัน

พิกัด GPS: 33.372767, 129.557404
เว็บไซท์:  http://hirado-shoukan.jp/english/


ท่าเรือฮอลันดา (Dutch Wharf / オランダ埠頭 Orandafutō)


บันไดนี้เดินลงไปได้ ไม่ได้มีรั้วกั้นอะไร


เป็นบันไดหินยื่นลงไปในทะเลตั้งอยู่เยื้องกับสถานีการค้า สมัยก่อนเป็นท่าเรือโบราณใช้สำหรับขนสินค้าขึ้นลงเรือ สร้างเป็นขั้นบันไดทำให้ใช้งานได้สะดวกทั้งช่วงน้ำขึ้นและน้ำลง

พิกัด GPS:  33.372298, 129.556835


กำแพงฮอลันดา (Dutch Wall / オランダ塀 Oranda-bei)


อันนี้เป็นทางขึ้น ตัวกำแพงจริง ๆ เตี้ยนิดเดียว


เป็นแนวกำแพงหินอยู่ใกล้ ๆ กับบ่อน้ำ สร้างขึ้นในปี 1618 ล้อมรอบสถานีการค้า โกดังเก็บสินค้า โกดังเก็บแป้ง โรงพยาบาลและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ในพื้นที่ เพื่อบดบังสายตาและป้องกันไฟไหม้ลุกลาม อาคารที่เห็นด้านบนคือโรงแรมคิโชเท (旗松亭 Kishōtei) โรงแรมเก่าแก่ที่เคยรับรองพระราชวงศ์สมเด็จพระจักรพรรดิครั้งเสด็จเยือนฮิราโดะ

พิกัด GPS:  33.372505, 129.556402

อนุสาวรีย์ความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-เนเธอร์แลนด์ (Japan-Netherland Friendship Monument / 日蘭親交記念碑 Nichiran Shinkō Kinenhi)



อนุสาวรีย์อยู่ใกล้ต้นซากุระ


ตั้งอยู่บนทางขึ้นสวนสาธารณะซากิงาตะโดยขึ้นบันไดตามแนวกำแพงฮอลันดาใกล้ ๆ โรงแรมคิโชเท สร้างขึ้นในปี 1925 เพื่อเป็นที่ระลึกความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ที่มีมายาวนานกว่า 300 ปี

พิกัด GPS: 33.372534, 129.556323


อนุสาวรีย์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ (St. Francis Xavier Monument / 聖フランシスコザビエル記念碑 Sei Furanshisuko Zabieru Kinenhi)


อนุสาวรีย์ตั้งอยู่กลางลานในสวนสาธารณะ


อยู่ในบริเวณสวนสาธารณะซากิงาตะ (崎方公園 Sakigata Kōen) โดยขึ้นตามทางบันไดที่ลัดเลาะข้างโรงแรมเข้าไปด้านใน เป็นลานกว้างปูด้วยหิน มีกางเขนประดับรูปหน้าของท่านนักบุญ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกการมาถึงฮิราโดะในปี 1550 ของนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ (Saint Francis Xavier, 1506 - 1552) พระสงฆ์คาทอลิกแห่งคณะเยซูอิต (Jesuit) ผู้ได้ชื่อว่าเป็นธรรมทูตผู้ยิ่งใหญ่แห่งตะวันออก

สำหรับเนื้อหาประวัติของท่านนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ป้าเขียนเพิ่มเติมไว้ที่โพสต์นี้ นักบุญฟรังซิสเซเวียร์

พิกัด GPS:  33.373813, 129.555289


ป้ายสุสานของมิอุระ อันจิน (Miura Anjin's Graveyard / 三浦按針墓地 Miura Anjin Bochi)


ป้ายสุสานอยู่ใต้ต้นซากุระต้นใหญ่สวยงามมาก


จากลานอนุสาวรีย์เดินตามทางด้านขวาที่เป็นป่าไผ่ มีถึงลานเล็ก ๆ ที่มีป้ายสุสานของมิอุระ อันจินหรือ William Adams (1564 - 1620) อยู่ใต้ต้นซากุระที่ขณะนั้นบานสะพรั่งสวยมาก เขาเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่ได้รับชื่อและศักดินาในฐานะซามุไรจากโชกุนโตกุกาวะ อิเอยาสึ (徳川家康 Tokugawa Ieyasu, 1543 - 1616) 

พิกัด GPS:  33.374509, 129.554858


มิอุระ อันจิน (三浦按針 Miura Anjin) 

วิลเลียม อดัมส์เป็นนักเดินเรือชาวอังกฤษได้รับการศึกษาด้านการต่อเรือ ดาราศาสตร์ และการนำเรือ เขาออกเดินทางกับกองเรือของ Dutch East India Company ของฮอลันดาจนมาถึงแคว้นบุงโกะ (豊後国 Bungo no kuni) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในจังหวัดโออิตะในปี 1600 ความรู้ความสามารถของเขาเป็นที่พอใจของโชกุนอิเอยาสึเป็นอย่างมาก จึงได้เป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่โชกุนเกี่ยวกับการสร้างเรือแบบตะวันตก การค้าขายกับฮอลันดาและอังกฤษ รวมทั้งได้รับอนุญาตให้แต่งกองเรือตราชาดค้าขายกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สยามในปี 1614-1615 และโคชินจีน (Cochinchina หรือเวียดนามใต้) ในปี 1617-1618

อดัมส์ได้รับดาบบรรดาศักดิ์สองเล่มจากโชกุน ได้รับชื่อใหม่ว่ามิอุระ อันจิน (แปลว่าเข็มทิศแห่งมิอุระ) ทั้งได้รับศักดินาที่ดิน 250 โกกุและข้าทาสบริวาร มิอุระมีบทบาทในการก่อตั้งสถานีการค้าอังกฤษที่ฮิราโดะ มิอุระร่วมงานกับ British East India Company และออกเดินทางไปกับกองเรือค้าขายหลายครั้ง มิอุระเสียชีวิตที่นี่ในปี 1620 สิริอายุ 55 ปีโดยที่ไม่เคยได้กลับไปที่อังกฤษอีกเลย

จากจุดนี้เดินตรงเข้าไปตามทางจะมีลานกว้างและหอชมวิวค่ะ บริเวณนี้มีต้นซากุระปลูกอยู่หลายต้น ตรงนี้ป้าลัลล้ามากเพราะไม่มีคนเลย สามารถไปชมได้อย่างใกล้ชิด จากนั้นเดินออกมาบริเวณลานอนุสาวรีย์แล้วไปอีกทางหนึ่งที่มีซุ้มประตูจะออกไปทางบริเวณลานเด็กเล่นและมีจุดชมวิวเห็นอ่าวฮิราโดะและปราสาทที่สวยงาม เวลาออกจากสวนให้เดินตามทางบันไดลาดไปก็จะออกมาริมถนนได้ค่ะ


ซากุระตามทางเดินลงจากสวนไปยังถนน


เส้นทางการเดินสำหรับวันนี้ให้ดูเส้นสีม่วงค่ะ คลิกตรงปุ่มเมนูซ้ายบนแล้วติ๊กเลือกเลเยอร์ที่ต้องการดูได้นะคะ



พอตกค่ำหน่อยเมืองฮิราโดะจะเงียบ ๆ แต่ยังพอหาร้านอะไรทานได้ตามร้านอาหารใบนถนนการค้าที่อยู่ถัดจากถนนเส้นหลักริมอ่าว คืนนี้ทานอาหารเป็นเซ็ทที่ร้านยูเมะโรมัง (夢浪漫 Yumeroman) รสชาติดีทีเดียวค่ะโดยเฉพาะปลานึ่งซีอิ้ว

อยู่ในตัวเมืองฮิราโดะ ป้าได้ ซุปเปอร์มาร์เก็ต Ellena ที่มีโลโก้เป็นรูปช้างน้อยสีแดงเป็นแหล่งเสบียงค่ะ ขนม ผลไม้ นมสดมีครบ ประมาณทุ่มกว่าสองทุ่มมีอาหารสดลดราคา ถ้าโชคดีอาจจะได้ซูชิหน้าตาดีมากินในราคาถูกค่ะ นั่งกินริมอ่าวโต้ลมเย็นชมไลท์อัพปราสาทมีความสุข

คืนนี้ป้านอนที่ อิโนะโมโตะเรียวคัง (井元旅館 Inomoto Ryokan) ที่อยู่ตรงข้ามลานหันหน้าเข้าหาปราสาทฮิราโดะค่ะ ป้าพักที่นี่ 2 คืนโดยจองจากเว็บ Jalan.net เป็นที่พักแบบญี่ปุ่นราคาไม่แพงนัก คืนละ 3,500 เยน/คน ราคานี้ไม่มีอาหารเช้า ห้องพักเป็นแบบญี่ปุ่น พื้นเสื่อทาทามิสะอาดดี มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นปราสาทฮิราโดะบนยอดเขาเตี้ย ๆ ห้องน้ำและห้องอาบน้ำเป็นแบบแชร์กันใช้ ห้องน้ำและอ่างล้างหน้ามีอยู่จุดเดียวหน้าห้องพัก ส่วนห้องอาบน้ำอยู่ชั้นล่างหลังเคาท์เตอร์ ปิดล็อกประตูได้ ข้างในมีฝักบัว แชมพู สบู่ครบ แต่การลงแช่อ่างอาจจะไม่สะดวกนัก นักท่องเที่ยวสามารถสวมชุดยูกาตะที่จัดไว้ให้ลงไปอาบน้ำได้ ด้วยราคาที่ประหยัดและสะดวกในการเดินทางมาก ๆ จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจค่ะ เพียงแต่อาจจะจองยากซักหน่อย


ห้องพักเล็ก ๆ กะทัดรัดแต่สะอาดและวิวดี

วันแรกในเมืองชนบทแสนสงบเป็นอันจบเท่านี้ วันรุ่งขึ้นป้าจะพาตระเวนชมสถานที่น่าสนใจในตัวเมืองฮิราโดะกันค่ะ


ตอนที่ 1     Kyushu First Time วันที่ 1 : เดินเล่นริมอ่าวฮิราโดะ

ตอนที่ 2     Kyushu First Time วันที่ 2 : เที่ยวชิล ๆ ในเมืองฮิราโดะ

ตอนที่ 3     Kyushu First Time วันที่ 3 : สัมผัสเบา ๆ กับเมืองทหารเรือซาเซโบะ

ตอนที่ 4     Kyushu First Time วันที่ 4 - 5 : ขับรถชมหมู่เกาะคุจูคุชิม่าและซากุระที่ซาเซโบะ


เนื้อหาที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ


นักบุญฟรังซิสเซเวียร์

ปูพื้นประวัติศาสตร์คริสตศาสนาในญี่ปุ่นและนางาซากิ

1 comment:

  1. มาติดตามอ่านการเดินทางเจ้าของ Blog ค่ะ

    ReplyDelete