Showing posts with label Hirado. Show all posts
Showing posts with label Hirado. Show all posts

Saturday, January 13, 2018

Kyushu First Time วันที่ 2 : เที่ยวชิล ๆ ในเมืองฮิราโดะ

สวัสดีค่ะ ป้าหมวยยยเอง

เที่ยววันแรกผ่านไปด้วยดี วันที่ 2 นี้ป้าเดินเที่ยวเมืองฮิราโดะทั้งวันค่ะ

  • เช้า: อนุสาวรีย์ริมอ่าวฮิราโดะ สะพานไซไว อนุสาวรีย์ที่ระลึกหอการค้าอังกฤษ ปราสาทฮิราโดะ ศาลเจ้าคาเมโอกะ
  • กลางวัน: วัดไซเคียวจิ ร้านขนมสึตายะ ภาพวิววัดพุธและโบสถ์คริสต์ โบสถ์ฟรังซิสเซเวียร์
  • เย็น:  ต้นปรงยักษ์ บ่อน้ำหกเหลี่ยม พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มัตสึระ ถนนสายประวัติศาสตร์ อนุสรณ์ที่ระลึกฟุจิอุระโค บ่อน้ำร้อนแช่แขนและขา

ตอนเช้าเรียวคังไม่มีอะไรให้ทานค่ะ เพราะส่วนร้านอาหารเปิดช่วงเย็น แต่มาเมืองนี้สบาย ๆ ตื่นสายเดินมาหาอะไรกินง่าย ๆ ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตช้างน้อย ระยะทางจากที่พักก็ใกล้เหมือนเดินมาเซเว่นปากซอย ซุปเปอร์ ฯ เอเลน่าเปิด 8 โมงครึ่ง พอมีอาหารเช้าราคาไม่แพงนักให้เลือกซื้อแล้วมานั่งกินที่โต๊ะได้ค่ะ


อ่าวฮิราโดะยามเช้า


ตอนเช้าริมอ่าวฮิราโดะบรรยากาศดีมาก แดดออกแต่อากาศเย็นสบาย ริมอ่าวมีเก้าอี้น่ารักทำเป็นรูปดอกทิวลิปให้นั่งเล่นด้วยนะคะ (แต่ป้าไม่กล้านั่งค่ะกลัวพัง) แล้วก็มีอนุสาวรีย์น่าสนใจให้แวะชมด้วย


รูปปั้นสตรีบัตตาเวีย (Batavia Lady Statue / ジャガタラ娘像 Jagatara Musume-zō)


สายตาของเธอเหม่อมองไปไกล


รูปปั้นหญิงสาวสีหน้าเศร้าสร้อย สวมสร้อยกางเขน กุมมือที่อก สายตามองสู่เบื้องบนทอดไปไกลนี้ตั้งอยู่ริมอ่าวฮิราโดะ สร้างขึ้นในปี 1965 เพื่อระลึกถึงความโศกเศร้าคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนของสตรีญี่ปุ่นซึ่งแต่งงานกับชาวฮอลันดาหรือชาวอังกฤษและถูกขับไล่ไปยังปัตตาเวีย (ปัจจุบันคือกรุงจาการ์ต้าในอินโดนีเซีย) พร้อมกับลูก ๆ ที่มีสายเลือดผสมในปี 1639 ตามคำสั่งปิดประเทศของรัฐบาล จดหมายที่พวกเธอเขียนและส่งกลับมาถึงญาติ ๆ ในประเทศบ้านเกิดกลายเป็นวัตถุมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์

พิกัด GPS: 33.370860, 129.553176


อนุสาวรีย์การมาถึงของเรือโปรตุเกส (Entrance of Portugal Ship / ポルトガル船入港碑  Porutogarusen Nyūkōhi)


อนุสาวเรีย์เรือโปรตุเกส


อนุสาวรีย์โลหะรูปเรือสำเภาโปรตุเกสอยู่ข้าง ๆ รูปปั้นสตรีปัตตาเวียนี้จัดทำขึ้นในปี 2001 เนื่องในวาระครบรอบ 450 ปีของการเทียบท่าของเรือโปรตุเกสเป็นครั้งแรกในปี 1550 โดยมีโจรสลัดหวังจื่อ (王直 Wang Zhi หรือออกเสียงญี่ปุ่นว่า Ōchoku)เป็นคนกลางเจรจาระหว่างฝ่ายโปรตุเกสและเจ้าเมืองฮิราโดะ อย่างไรก็ตามในปี 1561 เกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทระหว่างลูกเรือและชาวเมืองจนมีผู้เสียชีวิต 14 คน ทำให้เรือโปรตุเกสยกเลิกการเทียบท่าที่ฮิราโดะและย้ายไปที่นางาซากิแทน

พิกัด GPS: 33.370815, 129.553173


เดินมาตรงมาทางสะพานสามแยกนะคะ ตรงนี้เลยไปอีกหน่อยตรงข้ามกับอาคารเทศบาลเมืองจะเห็นสะพานไซไวค่ะ 


สะพานไซไว (Saiwai Bridge / 幸橋 Saiwaibashi)


สะพานไซไว รูปนี้มาถ่ายตอนสาย ๆ แล้ว ระดับน้ำเริ่มลดลง


เป็นสะพานหินโบราณข้ามแม่น้ำคางามิ ยาว 19.8 เมตร กว้าง 5.2 เมตร มีส่วนโค้งสวยงาม สร้างขึ้นในปี 1702 เรียกอีกชื่อว่า “สะพานฮอลันดา” (オランダ橋 Oranda-bashi) เพราะผู้สร้างสะพานเคยมีส่วนร่วมในการก่อสร้างสถานีการค้าฮอลันดาได้นำเทคนิคการสร้างสะพานโค้งตามแบบตะวันตกมาปรับใช้ในการสร้างสะพานหินแห่งนี้  ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติสำคัญทางวัฒนธรรมในปี 1978

พิกัด GPS: 33.368389, 129.553115


เมื่อข้ามสะพานเดินตรงเข้ามาตรงอาคารเทศบาลเมือง มีสมอเรือเก่าแก่ขนาดใหญ่และเล็กจัดแสดงอยู่ สมอเรือนี้คือ "สมอเรือฮอลันดา" (オランダ船錨 Oranda-fune Ikari) ถูกงมขึ้นมาจากอ่าวคาวาจิในปี 1952 และ 1956 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีสมอเรือรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เชื่อว่าเป็นของเรือสำเภาจีนถูกงมขึ้นมาจากอ่าวมิยาโนะอุระ แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองด้านการค้าทางทะเลในฮิราโดะเมื่อสี่ร้อยปีก่อน


อนุสาวรีย์ที่ระลึกหอการค้าอังกฤษ (English Trading House Memorial / イギリス商館記念碑 Igirisu Shōkan Kinenhi)


อนุสาวรีย์ที่ระลึกหอการค้าอังกฤษ


อนุสาวรีย์นี้อยู่บริเวณทางเข้าของอาคารเทศบาลเมืองฮิราโดะถัดจากสะพานไซไว โดยตั้งขึ้นตรงข้ามกับจุดที่เชื่อว่าเคยเป็นที่ตั้งของหอการค้าอังกฤษ ของเดิมตั้งขึ้นในปี 1927 และอันปัจจุบันเป็นของที่ทำขึ้นใหม่ในปี 2013 ในวาระครบรอบ 400 ปีของการก่อตั้งหอการค้าอังกฤษด้วยเงินบริจาค

ในบรรดาชาติตะวันตกที่เข้ามาทำการค้าในฮิราโดะเมื่อ 400 ปีก่อนจะย้ายฐานการค้าไปยังนางาซากินั้น โปรตุเกสเข้ามาเป็นชาติแรกในปี 1550 ฮอลันดาในปี 1609 และอังกฤษเข้ามาเป็นชาติสุดท้ายและได้ตั้งสถานีการค้าขึ้นในปี 1613 ด้วยความช่วยเหลือจากวิลเลียมส์ อดัมส์ (มิอุระ อันจิน) มีริชาร์ด คอคส์ (Richard Cocks, 1566 - 1624) เป็นหัวหน้าสถานีคนแรก จุดประสงค์ในการตั้งสถานีการค้าคือค้าขายเสื้อผ้าขนสัตว์และเป็นตัวกลางขายสินค้าญี่ปุ่นกับสยาม อย่างไรก็ตามสถานีการค้าตั้งอยู่เพียง 10 ปีและปิดตัวลงในปี 1623 เพราะมีปัญหาขัดแย้งกับฮอลันดา จากนั้นอังกฤษจึงหันไปเน้นทำการค้าในประเทศอาณาณิคมของตนเอง เช่น อินเดียและซีลอนแทน

พิกัด GPS: 33.368318, 129.553529


ป้าเดินทะลุอาคารเทศบาลเมืองและข้ามถนนจะพบทางเข้าศาลเจ้าคาเมโอกะซึ่งกำลังอยู่ในเทศกาลซากุระพอดี เดินตามทางบันไดไปจะผ่านลานกีฬาและลานจอดรถเล็ก ๆ เด็ก ๆ กำลังเล่นเบสบอลกันอยู่ในสนามหันมาทักทายเสียงดัง "โอฮาโยโกะไซมัส" อู้ย ป้าละเอ็นดู~ 😊

พอมาถึงถนนใกล้ลานจอดรถก็เลือกได้ว่าจะเดินไปทางซ้ายเพื่อขึ้นบันไดไปทางปราสาทฮิราโดะ หรือเดินไปทางขวาเพื่อเข้าทางศาลเจ้าคาเมโอกะก็ได้ ป้าเลือกเดินไปทางซ้ายเพื่อชมปราสาทฮิราโดะก่อนค่ะ


ปราสาทฮิราโดะ (Hirado Castle / 平戸城 Hiradojō)


ปราสาทหลักขนาดไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับปราสาทหลาย ๆ แห่ง


ปราสาทฮิราโดะเป็นปราสาทที่สร้างบนเนินเขาเตี้ย ๆ ริมอ่าวฮิราโดะ เป็นปราสาทของตระกูลมัตสึระ (松浦氏 Matsura-shi) ที่ครองเขตฮิราโดะและเกาะโอกิ ปราสาทหลังแรกชื่อปราสาทฮิโนะทาเกะ (日之岳城 Hinotake-jō) ถูกสร้างขึ้นในปี 1599 โดยไดเมียวมัตสึระ ชิเงโนบุ (松浦 鎮信 Matsura Shigenobu, 1549 - 1614) ซึ่งได้ครอบครองเขตนี้โดยเป็นบำเน็จรางวัลจากโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ (豊富秀吉 Toyotomi Hideyoshi, 1537 - 1598) แต่เมื่อเกิดสงครามเซกิงะฮาระ (関ヶ原の戦い Sekgahara no Tatakai) ในปี 1600 ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายโตกุงาวะ และตระกูลมัตสึระไม่ได้แสดงการเลือกฝ่ายอย่างเด่นชัดจนถูกสงสัยว่าเข้ากับฝ่ายผู้สนับสนุนโทโยโทมิ มัตสึระ ชิเงโนบุจึงเผาปราสาทเพื่อแสดงความจงรักภักดีในปี 1613 เวลาผ่านไปเกือบ 100 ปีต่อมามัตสึระ ทาคาชิ (松浦浦棟 Matsura Takashi, 1646 - 1713) ได้สร้างปราสาทขึ้นใหม่ในปี 1704 และเสร็จสิ้นในปี 1707 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นที่พำนักของตระกูลมัตสึระ และเป็นจุดยุทธศาสตร์ป้องกันชายฝั่งทะเลจีนตะวันออก

อย่างไรก็ตามหลังการปฏิรูปเมจิ อาคารหลายหลังถูกรื้อถอนยกเว้นประตูฝั่งเหนือ ป้อม และคูน้ำ พื้นที่บางส่วนถูกปรับเป็นสวนสาธารณะ ในปี 1962 มีการก่อสร้างปราสาท ป้อม และกำแพงขึ้นใหม่ ปราสาทหลังใหม่สูง 5 ชั้น สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องใช้ของตระกูลมัตสึระ หนึ่งในของมีค่าเหล่านั้นได้แก่ ดาบญี่ปุ่นยาว 93 ซม. เชื่อว่าเป็นของแม่ทัพในพระจักรพรรดินีจิงกูครั้งบุกตีเกาหลีในช่วงคริสตศักราช 200 - 266 ดาบนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุของชาติ

ประตูที่ป้าเข้าเรียกว่า "ประตูคิตะโคกุจิมง" (北虎口門 Kitakoguchimon) ค่ะ ถัดจากซุ้มขายตั๋วเข้าชมคนละ 510 เยนจะเป็นอาคารที่เรียกว่า "ป้อมทานุกิ" (狸櫓 Tanuki-yagura) มีรูปวาดทานุกิอยู่ข้างหน้าด้วย ชื่อจริงของอาคารนี้คือ "ป้อมทามอง (多門櫓 Tamon-yagura) เดิมเป็นสถานที่เก็บอุปกรณ์ทางการเกษตรต่าง ๆ เช่น ตะกร้าเก็บใบชา เครื่องนวดข้าวแบบพื้นบ้าน ฯลฯ มีเรื่องเล่ากันมาว่า มีทานุกิ (หมายถึง แรคคูน คนญี่ปุ่นเชื่อว่าสามารถแปลงร่างได้) อาศัยอยู่ใต้แผ่นไม้กระดานของป้อมนี้ พอมีการรื้อแผ่นไม้ออกหมดเพื่อปรับปรุงสถานที่ ทานุกิก็แปลงร่างเป็นหญิงสาวไปนั่งอยู่ข้างที่นอนของเจ้าเมืองแล้วบอกว่า "ถ้าท่านให้พวกเราได้อาศัยอยู่ที่นี่ พวกเราทุกรุ่นจะปกป้องปราสาทนี้ตลอดไป" เจ้าเมืองจึงให้นำแผ่นไม้กระดานไปติดตั้งดังเดิม อาคารนี้จึงได้ชื่อว่า "ป้อมทานุกิ" ตามเรื่องเล่าที่ว่ามา ปัจจุบันใช้จัดแสดงแผนที่โบราณแสดงพื้นที่โดยรอบปราสาท


ทางเดินเข้าปราสาท


เสื้อกิโมโนลายดอกเบญมาศของพระจักรพรรดิเมจิ


พอเดินเข้ามาตามทางที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่นก็ถึงปราสาทฮิราโดะ ภายในจัดแสดงสิ่งของมีค่าต่าง ๆ ของตระกูลมัตสึระ ของใช้จากต่างประเทศ สิ่งบูชาของคริสตังลับในช่วงเบียดเบียนศาสนา  ชุดเกราะโบราณ แผนที่ ฯลฯ


วิวอ่าวจากยอดปราสาทฮิราโดะ


ชั้นบนสุดเป็นจุดชมวิว สามารถมองเห็นอ่าวฮิราโดะ เกาะคุโรโกะจิม่า (黒子島 Kurokojima) ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ พื้นที่ประมาณ 0.3 ตารางกิโลเมตร และสถานที่สำคัญ ๆ เช่น สถานีการค้าฮอลันดา โบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ เจดีย์สามชั้นวัดไซเคียวจิ รวมไปถึงสะพานฮิราโดะโอฮาชิที่เชื่อมต่อเกาะฮิราโดะกับแผ่นดินใหญ่ได้ชัดเจน

เวลาทำการ: 8:30-17:30
วันหยุด: วันที่ 30-31 ธันวาคม
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 510 เยน เยาวชนระดับชั้นมัธยมปลาย 300 เยน เด็กระดับชั้นประถมและมัธยมต้น 200 เยน 

พิกัด GPS: 33.368555, 129.557551
เว็บไซท์: http://www.hira-shin.jp (ภาษาญี่ปุ่น)


อนุสาวรีย์ที่ระลึกการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ยาสูบครั้งแรกในญี่ปุ่น


เมื่อเดินออกมาอีกทางหนึ่งจะออกมาตรงศาลเจ้าคาเมโอกะค่ะ ระหว่างทางมีอนุสาวรีย์ที่ระลึกการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ยาสูบครั้งแรกในญี่ปุ่น (日本最初たばこ種子渡来之地碑 Nihon Saisho Tabako-shushi Torai no Chihi) โดยนักบวชคณะเยซูอิต Hieronymus de Castro เป็นผู้มอบเมล็ดพันธุ์ให้แก่ไดเมียวมัตสึระ  ชิเงโนบุเป็นของกำนัลเพื่อเบิกทางขอเผยแพร่ศาสนาในปี 1601


ลานซากุระในพื้นที่ศาลเจ้าคาเมโอกะ


ซากุระที่บานสองรอบ Nidozaki Sakura


บริเวณนี้มีต้นซากุระมากมายกว่า 900 ต้น เป็นจุดชมดอกไม้ที่เป็นที่นิยมแห่งหนึ่ง ช่วงที่ไปก็มีคนมานั่งชมดอกไม้กันพอสมควรแต่ไม่ถึงกับหนาแน่นนัก ที่สวนนี้มีต้นซากุระพันธุ์หายากที่นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นยังมาถามหาว่าอยู่ตรงไหน คือ "นิโดะซากิซากุระ" (二度咲桜 Nidozaki sakura) ที่แยกออกมาจากพันธุ์ยาเอะซากุระ (八重桜 Yaezakura) อีกที นิโดะซากิซากุระ แปลว่า ซากุระที่บานสองครั้ง คือตรงกลางดอกที่บานแล้วมีดอกตูมเล็ก ๆ ที่จะบานได้อีกในภายหลัง แต่ช่วงที่ป้าไปถึงดอกตูมตรงกลางบานแล้ว 


ศาลเจ้าคาเมโอกะ (Kameoka Shrine / 亀岡神社 Kameoka Jinja)


ศาลเจ้าคาเมโอกะ


เป็นศาลเจ้าชินโตอยู่ในสวนสาธารณะคาเมโอกะซึ่งเดิมอยู่ในพื้นที่ปราสาทฮิราโดะ อาคารศาลเจ้าสร้างขึ้นในปี 1880 โดยรวมศาลเจ้าเดิม 4 แห่ง (ศาลเจ้าชิจิโร, ศาลเจ้าโอโตมิยะ, ศาลเจ้าฮาจิมัง และศาลเจ้าเรจินซัน) เข้าเป็นศาลเจ้าเดียว ด้านหน้ามีเรือนยกพื้นสำหรับแสดงรำคางุระที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคมของทุกปี

เนื่องจากตระกูลมัตสึระเดิมเป็นผู้ครองเขตนี้ จึงสามารถพบเห็นตราประจำตระกูลได้ตามสถานที่สำคัญหลายแห่งรวมทั้งศาลเจ้าคาเมโอกะแห่งนี้ ตราประจำตระกูลมัตสึระเป็นรูปวงกลมสามดวงซ้อนกันเป็นทรงสามเหลี่ยมเรียกว่า ตรามิตสึโบชิ (三つ星 Mitsuboshi) 


ท่านนาคายามะ ไอโกะ


รูปปั้นหญิงสาวสวมชุดในราชสำนักอยู่ใกล้ ๆ ศาลเจ้า เป็นรูปปั้นของท่านหญิงนาคายามะ ไอโกะ (中山愛子 Nakayama Aiko) ซึ่งเป็นพระอัยยิกา (ยาย) ของพระจักรพรรดิเมจิ ท่านเกิดที่ฮิราโดะในปี 1818 และเสียชีวิตในวัย 88 ปีเมื่อปี 1906 เป็นบุตรสาวคนที่ 11 ของมัตสึระ เซซัน ต่อมาสมรสกับเสนาบดีฝ่ายซ้ายนาคายามะ ทาดายาสึ มีบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคน บุตรสาวคนเล็ก นาคายามะ โยชิโกะ (中山 慶子 Nakayama Yoshiko, 1836 - 1907) เมื่อเจริญวัยได้ถวายตัวและขึ้นเป็นสนมเอกในพระจักรพรรดิโคเม และให้ประสูติกาลพระโอรสมุทสึฮิโตะซึ่งได้สืบทอดราชสมบัติเป็นพระจักรพรรดิเมจิ (明治天皇 Meiji Tennō, 1852 - 1912)ในเวลาต่อมา ชุดกิโมโนลายดอกเบญจมาศที่สวมใส่ให้พระจักรพรรดิเมื่อเป็นทารกจัดแสดงอยู่ภายในปราสาทฮิราโดะ

บริเวณสวนสาธารณะมีต้นไม้อายุกว่า 400 ปีปลูกเป็นแถว มีลานกิจกรรม สนามเทนนิส และสวนอนุรักษ์ต้นกุหลาบพันปีฮิราโดะ (平戸つつじ Hirado tsutsuji /  Hirado Azalea) ซึ่งเป็นพันธ์ที่มีดอกใหญ่เป็นพิเศษและออกดอกช่วงกลางเดือนเมษายน-พฤษภาคม ต้นที่ศาลเจ้านี้กล่าวกันว่าเป็นต้นพ่อแม่พันธุ์ของกุหลาบพันปีที่ปลูกอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น

พิกัด GPS: 33.368080, 129.556865


ป้าเดินมาตรงทางออกอีกด้านของศาลเจ้า แล้วลัดเลาะตามถนนไปต่อที่วัดไซเคียวจิค่ะ ใช้เวลาเดินประมาณ 15-20 นาที


เจดีย์สามชั้นวัดไซเคียวจิ (Saikyōji Temple, Three-storey Pagoda / 最教寺・三重大塔 Saikyōji Sanju Daitō)


วัดไซเคียวจิเป็นวัดพุทธสายวัชรยานชินกอน (真言密教 Shingon mikkyō) ได้ชื่อว่า "วัดโคยะแห่งตะวันตก" พระอาจารย์โคโบไดชิหรือพระอาจารย์คูไค (弘法大師 Kōbōdaishi / 空海 Kūkai) ได้เดินทางจากญี่ปุ่นไปเมืองซีอานในประเทศจีน ท่านศึกษาพุทธรรมจนสำเร็จและนำมาเผยแพร่ในญี่ปุ่นเมื่อราว 1,200 ปีก่อน เจดีย์สามชั้นนี้สูง 33.5 เมตร เป็นของใหม่สร้างขึ้นในปี 1988 เพื่อระลึก 1150 ปีมรณกาลของพระอาจารย์ ได้ชื่อว่าเป็นเจดีย์สามชั้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ


ทางเดินพระโพธิสัตว์


เมื่อเข้าไปในวัดแล้วต้องเดินตามทางบันไดที่มีพระพุทธรูปพระโพธิสัตว์เรียงรายจนมาถึงลานที่มีเจดีย์สามชั้นสีแดงสวยงาม มีรูปปั้นพระอลจนาถวิทยราช (不動明王 Fudō Myōō) ตั้งอยู่ด้านหน้า บริเวณนี้มีพระอุโบสถ และพระพุทธรูปไวโรจนพุทธะ (大日如来 Dainichi Nyōrai) ถ้าต้องการเข้าชมวัตถุโบราณทางพุทธศาสนาต้องเสียค่าใช้จ่าย 400 เยนโดยติดต่อเจ้าหน้าที่วัดก่อน ป้าไม่ได้เข้าเพราะหาเจ้าหน้าที่วัดไม่เจอซักคน


รูปปั้นพระอจลนาถหรือฟุโดเมียวโอหน้าเจดีย์สามชั้น


เจดีย์สามชั้นและพระอุโบสถ


ทางเดินออกจากเจดีย์สามชั้นอีกทางผ่านป่าไผ่ร่มรื่น


เวลาทำการ: 8:30-17:30
วันหยุด: วันพฤหัสบดี
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 400 เยน เยาวชนระดับชั้นมัธยมปลาย 300 เยน เด็กระดับชั้นประถมและมัธยมต้น 200 เยน 

พิกัด GPS: 33.363221, 129.553252


ถึงตอนนี้ก็เป็นช่วงบ่ายละ ป้าออกจากวัดมาตามทางเดิมแล้วเดินหาร้านขนมฮิราโดะสึตายะค่ะ เจอมาว่าถ้าไม่มาร้านนี้เหมือนยังมาไม่ถึงฮิราโดะ ร้านนี้อยู่บนถนนสายการค้า หาไม่ยากค่ะ


ร้านขนมฮิราโดะสึตายะ/เรือนอันจิน (Hirado Tsutaya Sweets shop . Anjin House / 平戸蔦屋・按針の館  Hirado Tsutaya . Anjin no Yakata)


หน้าร้านฮิราโดะสึตายะ


ร้านฮิราโดะสึตายะเป็นร้านขนมญี่ปุ่นที่เก่าแก่ที่สุดในคิวชู เปิดมาตั้งแต่ปี 1502 หรือเมื่อกว่า 500 ปีก่อน เจ้าของร้านคนปัจจุบันเป็นผู้สืบทอดรุ่นที่ 24 แต่เดิมทำขนมญี่ปุ่นให้ตระกูลมัตสึระผู้ครองเมืองฮิราโดะซึ่งริเริ่มวิถีชงชาจินชิน (鎮信流 Chinshin-ryū) สถานที่ตั้งร้านเป็นอาคารเก่าอายุ 300 ปีซึ่งสร้างบนพื้นที่ที่กล่าวกันว่ามีบ้านของมิอุระ อันจิน (วิลเลียมส์ อดัมส์) ตั้งอยู่ จึงมีอีกชื่อว่าเรือนอันจิน (Anjin no Yakata)

ภายในร้านมีขนมขายหลายอย่าง ทั้งขนมญี่ปุ่นและขนมฝรั่งที่ทำออกมาเป็นรูปดอกทิวลิปน่ารัก ขนมญี่ปุ่นสูตรดั้งเดิมที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือ ขนมโกโบโมจิ (牛蒡餅 Gobō Mochi) และขนมคัสโดส (カスドース Kasudōsu / Casdoce)

ขนมโกโบโมจิ หรือขนมโมจิรากไม้ เป็นขนมหน้าตาธรรมดาสีน้ำตาลหรือสีขาว มีส่วนผสมของแป้งข้าวเจ้าและน้ำตาล รสสัมผัสเหนียวนุ่มด้วยวัตถุดิบอย่างดี ว่ากันว่าพ่อค้าชาวจีนเป็นผู้นำสูตรขนมเข้ามาเมื่อ 440 ปีก่อน ที่เรียกว่าขนมโมจิรากไม้ เพราะสมัยก่อนจะทำเป็นเส้นยาวคล้ายรากไม้ เวลาจะเสริฟแขกในพิธีชงชาและพิธีการต่าง ๆ ก็จะตัดแบ่งเป็นชิ้น ๆ ตามจำนวนคน


ขนมคัสโดส หากินได้ที่ฮิราโดะเท่านั้น


ส่วนขนมคัสโดสเป็นสูตรขนมที่ชาวโปรตุเกสนำเข้ามา โดยใช้ขนมเค้กคาสเทลล่า (カステラ Kasutera / Castella - ขนมไข่ผสมน้ำผึ้ง) ซึ่งเป็นขนมที่มีชื่อเสียงของนางาซากิมาตัดเป็นชิ้น ๆ พอดีคำ ชุบไข่แดงให้ทั่วนำไปทอดในน้ำเชื่อมให้เป็นสีเหลืองทองสวยเสมอกันแล้วคลุกด้วยน้ำตาลทรายเม็ดละเอียด จะเห็นได้ว่าวิธีการทำบางส่วนคล้ายทองหยิบทองหยอดบ้านเรา ส่วนรสชาติก็คล้ายกันแต่อร่อยคนละแบบ ป้าชอบอันนี้มากกกกกกค่ะ เค้กเนื้อนุ่มได้กลิ่นรสหวานหอมและได้สัมผัสกรุบเล็กน้อยจากเกล็ดน้ำตาล สนนราคาชิ้นละประมาณ 200 เยน อยากกินหลาย ๆ ชิ้นนะคะแต่เกรงใจเงินเยนในกระเป๋า


ภายในร้านสึตายะ


ลูกค้าสามารถซื้อขนมมานั่งกินกับชาที่บริการฟรี (แต่กาแฟเสียเงินค่ะ) ในห้องบรรยากาศแบบญี่ปุ่น ป้ากินขนมชมวิดีโอสาธิตวิธีการทำคัสโดสแล้ว เราไปเดินเที่ยวเมืองฮิราโดะต่อค่ะ

พิกัด GPS: 33.367049, 129.551962
เว็บไซท์: http://www.hirado-tsutaya.jp/


ออกมาจากร้านสึตายะแล้วเดินไปทางขวามือตามถนนการค้าประมาณ 300 เมตร (เส้นที่อยู่ถัดจากถนนริมอ่าว) จะมีป้ายบอกไว้ว่าถึงทางขึ้นบันไดไปชมวิววัดพุทธและโบสถ์คริสต์ค่ะ ตรงนี้เป็นจุดไฮไลท์ที่คนมาเที่ยวฮิราโดะต้องมาเช็คอินนะคะบอกเลย


ภาพวิววัดพุทธและโบสถ์คริสต์ (View of Temple and Church / 寺院と教会の見える風景 Jiin to Kyōkai no Mieru Fūkei)


ภาพวิววัดพุทธและโบสถ์คริสต์


ณ จุดหนึ่งบนทางบันไดยาวประมาณ 300 เมตรแห่งนี้ จะเห็นภาพวิวที่ประกอบด้วยวัดพุทธและโบสถ์คริสต์อยู่ในมุมเดียวกัน วัดพุทธได้แก่วัดโคเมจิ (光明寺 Kōmeiji) และวัดซุยอุนจิ (瑞雲寺 Sui'un-ji) และยอดโบสถ์คริสต์ที่เห็นคือโบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ (平戸ザビエル記念教会 Hirado Zabieru Kinen Kyōkai) เป็นภาพที่แสดงถึงการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกที่มีอยู่ในเมืองฮิราโดะ

พิกัด GPS: 33.369879, 129.551001


หลังจากป้าค่อย ๆ ยักแย่ยักยันตามวัยเดินขึ้นไปตามบันไดมาจนสุดทาง ก็ถึงด้านหลังของโบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ค่ะ ซึ่งบางทีถ้าประตูหลังปิด อาจจะต้องเดินอ้อมนิดหน่อยมาเข้าทางด้านหน้า บริเวณใกล้ ๆ กันมีลานจอดรถสำหรับนักท่องเที่ยวที่ขับรถมาด้วยโดยลานจอดสำหรับนักท่องเที่ยวจะเป็นลานยกพื้นสูง ส่วนอีกลานเป็นลานที่จอดรถรายเดือน

ธรรมเนียมการเข้าชมโบสถ์คาทอลิกทั่วไปที่ญี่ปุ่นคือ ให้ถอดหมวก รองเท้า แสดงท่าทีสงบ สำรวม ไม่เข้าพื้นที่หวงห้ามและไม่แตะต้องสิ่งของที่ไม่ได้รับอนุญาต ห้ามถ่ายรูปภายใน และงดเข้าชมขณะมีพิธีมิสซาเป็นต้น

โบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ (St. Francis Xavier Memorial Church / 平戸ザビエル記念教会 Hirado Zabieru Kinen Kyōkai)


โบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ฮิราโดะ


โบสถ์ศิลปะโกธิคสีเขียวไข่กาตัดกับสีท้องฟ้าครามแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเมืองฮิราโดะ โบสถ์หลังเดิมสร้างขึ้นในปี 1913 ที่บริเวณใกล้ ๆ กัน แต่ได้มาสร้างใหม่ที่ตำแหน่งปัจจุบันในปี 1931 มีการสร้างรูปปั้นนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ในปี 1971 เพื่อระลึกถึงการเยือนฮิราโดะของท่าน และเปลี่ยนชื่อเป็นสักการสถานนักบุญฟรังซิสเซเวียร์และชื่อปัจจุบันในเวลาต่อมา ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของโบสถ์แห่งนี้คือ ทางด้านซ้ายของโบสถ์มีหอทรงแปดเหลี่ยมซึ่งเป็นจุดติดตั้งบันไดเวียน แม้จะแลดูไม่สมมาตรตามความนิยมของศิลปะแบบโกธิคแต่ยังมีความสวยงามกลมกลืน


ภายในโบสถ์และพระแท่น

ภายในตกแต่งสีขาว เพดานสูงแบบ Rib vault คล้ายปีกค้างคาว อัครเทวดามิคาเอลที่เป็นองค์อุปถัมภ์โบสถ์อยู่ตรงกลางด้านบน หลังพระแท่นมีกางเขนสีทองตรงกลางเหนือตู้ศีล มีรูปเทวดานั่งคุกเข่าอยู่ทั้งสองข้าง *ที่นี่จริง ๆ งดถ่ายภาพด้านในโบสถ์แต่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากผู้ดูแลแล้ว*


รูปปั้นนักบุญฟรังซิสเซเวียร์


อนุสรณ์ที่ระลึกถึงวิญญาณมรณสักขีแห่งฮิราโดะ


รอบพื้นที่โบสถ์มีรูปปั้นท่านฟรังซิสเซเวียร์ และอนุสรณ์ที่ระลึกถึงวิญญาณมรณสักขีแห่งฮิราโดะ (平戸殉教者顕彰慰霊の碑 Hirado Junkyōsha Kenshō Irei no Hi) ซึ่งเป็นแท่นหินสีเทาใต้พระรูปพระเยซูเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพ เพื่อระลึกถึงมรณสักขีผู้ยอมตายแต่ไม่ละทิ้งความเชื่อในช่วงเบียดเบียนศาสนาในสมัยเอโดะ ถ้ำแม่พระเมืองลูรด์ และมีร้านศาสนภัณฑ์ เป็นต้น

เวลาทำการ: 6:00-16:30 และ 10:00 - 16:30 สำหรับวันอาทิตย์
พิธีมิสซา: 6:00, 8:30 ทุกวันอาทิตย์ และ 18:30 ทุกวันเสาร์สัปดาห์เว้นสัปดาห์

พิกัด GPS: 33.369636, 129.549598


ต้นปรงยักษ์ (Great Cycad / 大そてつ  Dai-Sotetsu)


ต้นปรงยักษ์หน้าทางขึ้นศาลเจ้าเท็นมัง


จากโบสถ์เดินลงมาที่จุดเดิมแล้วเดินไปตามถนนการค้า หาทางเดินขึ้นมาหน้าบันไดทางขึ้นศาลเจ้าเท็นมังจะมีต้นปรงยักษ์ค่ะ ต้นปรงนี้เชื่อกันว่ามีอายุมากกว่า 500 ปี มีขนาดใหญ่มากจนต้องทำเสาค้ำไว้ ป้ามอง ๆ.ดู เห็นมีหน่ออ่อนขึ้นมาตามลำต้นก็อดคิดไม่ได้ว่าจะโตไปได้อีกเท่าไรน้อ

พิกัด GPS: 33.372038, 129.551657


บ่อน้ำหกเหลี่ยม (Hexagon well / 六角井戸 Rokkaku-ido)


บ่อน้ำหกเหลี่ยม


เดินเลยต้นปรงยักษ์มาอีกนิดจะมีบ่อน้ำหกเหลี่ยม ลักษณะบ่อเป็นไปตามชื่อ คือเป็นรูปหกเหลี่ยมตามแบบจีน สร้างโดยพ่อค้าชาวจีนที่เคยได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในฮิราโดะ ปัจจุบันภายในยังมีน้ำอยู่และมีการสร้างฝาไม้ครอบไว้

พิกัด GPS: 33.372336, 129.552171


จากบ่อน้ำหกเหลี่ยมเดินมาอีกนิดเดียวก็ถึงพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มัตสึระค่ะ เป็นไฮไลต์หนึ่งที่ผู้มาเยือนฮิราโดะต้องแวะชม ในครั้งนี้เนื่องจากป้าเคยเมล์มาสอบถามรายละเอียดการเดินทางมาฮิราโดะผ่านเว็บไซท์และ Mr. Remco ซึ่งเป็นหนุ่มชาวเนเธอร์แลนด์ที่ทำงานในฮิราโดะเป็นผู้ตอบเมล์ พอดีได้พบกับเขาที่นี้จึงได้รับเกียรติพาเดินชมและบรรยายวัตถุจัดแสดงต่าง ๆ เป็นภาษาอังกฤษ


พิพิธภัณฑ์ประวัตศาสตร์มัตสึระ (Matsura Historical Museum / 松浦史料博物館 Matsura Shiryō Hakubutsukan)


ทางขึ้นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มัตสึระ เพิ่งมาถ่ายเอาตอนประตูปิด


ตระกูลมัตสึระเป็นตระกูลเก่าแก่สืบย้อนไปถึงสมัยเฮอันเมื่อราวหนึ่งพันปี มีความสัมพันธ์กับราชตระกูลพระจักรพรรดิ รวมทั้งมีอำนาจและเป็นที่ยอมรับนับถือในช่วงสมัยเอโดะ

ที่นี่เดิมเป็นศูนย์กลางการปกครองของฮิราโดะภายใต้การนำของตระกูลมัตสึระรวมทั้งเป็นคฤหาสถ์ที่พักอาศัยของคนในตระกูลก่อนจะย้ายไปที่ปราสาทฮิราโดะในปี 1599 ต่อมาเมื่อเกิดการปฏิรูปเมจิที่ยกเลิกการปกครองแบบศักดินา ตระกูลมัตสึระได้สร้างเรือนหลังปัจจุบันในปี 1893 โดยให้ชื่อว่า "เรือนสึรุงามิเนะ (鶴ヶ峰邸 Tsurugamine-tei)" เพื่อเป็นที่พำนักของคนในตระกูลจนถึงปี 1955 จึงบริจาคอาคารและพื้นที่โดยรอบเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันสืบต่อมาในตระกูลมัตสึระ

ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องใช้เครื่องเรือนของคนในตระกูลซึ่งมีทั้งของญี่ปุ่นและของตะวันตก เช่น เกี้ยว ดาบญี่ปุ่น ฉากกั้น ตุ๊กตาเด็กสิบสองนักษัตร แผ่นภาพห้อยผนัง แผนผังตระกูลมัตสึระ แผนที่ ลูกโลกโบราณ จานวาดภาพเทวทูตแจ้งสาร ฯลฯ ล้วนเป็นวัตถุโบราณที่มีคุณค่า ในจำนวนนี้รวมถึงชุดเกราะที่ได้รับจากไดเมียวโอโทโม โซริน (大友 宗麟 Ōtomo Sōrin หรือ 大友義鎮 Ōtomo Yoshishige, 1530 - 1587) มีอายุนับ 400 ปีแต่ยังมีสภาพสมบูรณ์ และแผนที่ในตู้ยาวแสดงเส้นทางและจุดแวะพักสำหรับเจ้าเมืองและคณะที่ต้องเดินทางจากฮิราโดะไปถึงเอโดะตามธรรมเนียมซันคินโคไต (参勤交代 Sankin-kōtai) ซึ่งทางรัฐบาลบาคุฟุกำหนดให้ไดเมียวผู้ครองเขตจะต้องเดินทางเข้ามารายงานตัวที่เมืองเอโดะตามกำหนด เขตที่อยู่ใกล้อาจให้สลับกันอยู่ที่เอโดะทุก ๆ ครึ่งปี เขตที่อยู่ไกลอาจกำหนดให้เข้ามาพำนัก 100 วันทุก ๆ 2 ปีเป็นต้น บางกรณีขณะที่ไดเมียวกลับไปปกครองที่เขต รัฐบาลอาจกำหนดให้ภริยาและครอบครัวพำนักในเอโดะเสมือนตัวประกัน ธรรมเนียมนี้มีขึ้นเพื่อลดทอนอำนาจและฐานการเงินของไดเมียวมิให้ต่อต้านรัฐบาล เนื่องจากผู้ครองเขตจะต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการพำนักในเอโดะ


ชุดเกราะจากโอโทโมะโซรินที่ยังมีสภาพสมบูรณ์


แผนที่แสดงเส้นทางและจุดแวะพักตั้งแต่ฮิราโดะถึงเอโดะ


นอกจากนี้ผู้เข้าชมสามารถผ่อนคลายและลิ้มรสชารสเลิศที่ชงขึ้นตามขนบสำนักชงชาจินชิน (鎮信流 Chinshin-ryū) ที่ก่อตั้งโดยตระกูลมัตสึระและขนมญี่ปุ่นได้ที่เรือนชงชาคาอุนเต (閑雲亭 Ka'un-tei) ที่อยู่ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ 


เวลาทำการ: 8:30-17:30
วันหยุด: วันที่ 29 ธันวาคม - 1 มกราคม
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 510 เยน เยาวชนอายุ 15-18 ปี 300 เยน เด็กอายุ 6-15 ปี 200 เยน  สามารถซื้อตั๋วควบเข้าชมสถานีการค้าฮอลันดาได้ในราคาผู้ใหญ่ 650 เยน เยาวชนและเด็ก 350เยนโดยไม่จำเป็นต้องชมในวันเดียวกัน

พิกัด GPS: 33.372990, 129.552380
เว็บไซท์: http://www.matsura.or.jp/en/


กว่าป้าจะออกมาจากพิพิธภัณฑ์ก็เย็นแล้วเลยไม่ได้ลองชิมชาที่คาอุนเต พอเดินลงมาตามบันไดและข้ามถนนจะเป็นถนนสายประวัติศาสตร์ (The Road of History / 歴史の道 Rekishi no Michi) สายสั้น ๆ ที่ทอดจากลานสาธารณะริมอ่าวมาถึงทางเข้าพิพิธภัณฑ์มัตสึระ


ถนนสายประวัติศาสตร์ (The Road of History / 歴史の道 Rekishi no Michi)


บริเวณนี้มีรูปหล่อทองแดงของ 6 บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องประวัติศาสตร์การค้าของฮิราโดะเรียงรายไปตลอดทาง รูปหล่อเหล่านี้ถูกจัดวางในช่วงปี 2000 - 2001 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลอง 400 ปีความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ บุคคลเหล่านี้เรียงตามลำดับจากถนนริมอ่าวถึงทางเข้าพิพิธภัณฑ์เป็นตามนี้ มาดูกันค่ะใครเป็นใครบ้าง


หกบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การค้าต่างประเทศของฮิราโดะ


1. ริชาร์ด คอคส์  (Richard Cocks, 1566 - 1624) หัวหน้าสถานีการค้าอังกฤษที่ฮิราโดะและเป็นคนแรกที่ปลูกมันเทศ (sweet potato) ในญี่ปุ่น โดยวิลเลียม อดัมส์เป็นผู้นำมันเทศมาจากเกาะริวคิว (โอกินาว่า) ที่เป็นทางผ่านหลังเสร็จสิ้นการแต่งสำเภาค้าขายที่จีน

2. ฌาคส์ สเปคซ์ (Jacques Specx, 1585 - 1562) หัวหน้าสถานีการค้าฮอลันดาคนแรก และเป็นผู้วางรากฐานการค้าระหว่างญี่ปุ่นและฮอลันดาโดยได้รับการสนับสนุนจากวิลเลียมส์ อดัมส์ รวมทั้งปรับปรุงอ่าวฮิราโดะให้กลายเป็นท่าเรือการค้าฮอลันดาแห่งแรกในญี่ปุ่น

3. วิลเลียม อดัมส์ (William Adams, 1564 - 1620) นักเดินเรือชาวอังกฤษที่ได้เป็นที่ปรึกษาด้านการค้าให้แก่โชกุนโตกุงาวะจนได้ รับชื่อใหม่ว่ามิอุระ อันจิน เขาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสถานีการค้าฮอลันดา

4. ฟรังซิส เซเวียร์ (Francis Xavier, 1506 - 1522) พระสงฆ์คาทอลิกผู้แพร่ธรรมที่มายังฮิราโดะในปี 1550 และได้รับอนุญาตจากมัตสึระ ทาคาโนบุผู้ครองเขตให้เผยแผ่ศาสนา ได้โปรดศีลล้างบาปให้แก่ประชาชนหลายร้อยคนภายในเวลาเพียง 20 วัน

5. หวังจื่อ (王直 Wang Zhi, ? - 1560) โจรสลัดหนุ่มชาวจีนผู้ที่ชาวฮิราโดะเรียกว่าโอโชคุ (王直 Ōchoku) มีกองเรือในอาณัติหลายร้อยลำ ต่อมาเขาทำข้อตกลงกับมัตสึระ ทาคาโนบุและกลายเป็นคนกลางนำเรือจีน เรือโปรตุเกส และฮอลันดาเข้ามาทำการค้าขายในฮิราโดะ

6. มัตสึระ ทาคาโนบุ (松浦隆信 Matsura Takanobu, 1529 - 1599) เจ้าเมืองฮิราโดะรุ่นที่ 25 ผู้มองการณ์ไกลถึงความสำคัญในการทำการค้ากับต่างประเทศ ทั้งอนุญาตให้มีการเผยแพร่ศาสนาคริสต์และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหวังจื่อ เพื่อเป็นคนกลางนำเรือจากจีนและฮอลันดาเข้ามาทำการค้า


อนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงฟุจิอุระ โค (Fujiura Kō Monument / 藤浦洸の歌碑 -- Fujiura Kō no Kahi)


อนุสาวรีย์ที่ระลึกฟุจิอุระ โค


บนถนนสายประวัติศาสตร์มีอนุสาวรีย์อยู่อันหนึ่งใกล้ ๆ กับบ่อน้ำร้อนแช่แขนแช่เท้า อนุสาวรีย์ที่ว่าเป็นอนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงฟุจิอุระ โค (Fujiura Monument / 藤浦洸の歌碑 -- Fujiura Kō no Kahi) ซึ่งเกิดที่เมืองฮิราโดะในปี 1898 และเสียชีวิตเมื่อปี 1979 เป็นกวีและนักแต่งเพลงญี่ปุ่นสากลที่มีชื่อเสียงในยุคโชวะ มีผลงานเพลงมากมาย ทั้งเพลงรื่นเริง เพลงประกอบละคร เพลงประจำหน่วยงาน ฯลฯ เพลงที่มีชื่อเสียง เช่น Wakare no Blues และ Kanashiki Kuchibue ซึ่งป้าคิดว่าอารมณ์ประมาณครูเอื้อ สุนทรสนานของคนญี่ปุ่นอย่างนั้นน่ะค่ะ อนุสาวรีย์นี้สร้างเพื่อเป็นที่ระลึก 100 ปีชาตกาลของฟุจิอุระ ตัวอักษรที่สลักเป็นเนื้อร้องของเพลง "Hirado no Uta" (เพลงฮิราโดะ) ตรงกลางมีช่องเล็ก ๆ ให้เอามือสอดเข้าไป แล้วจะได้ยินเสียงเพลง Hirado no Uta ดังออกมาจากลำโพง แต่ป้าลองแล้วเพลงมันไม่ดัง ใครมีโอกาสไปก็ลองเล่นดูละกันนะเผื่อจะแก้ไขแล้ว


บ่อน้ำพุร้อนสาธารณะสำหรับแช่แขนและขา (Arm&Leg Onsen / 平戸温泉うで湯あし湯 Hirado onsen udeyu ashiyu)


บ่อน้ำพุร้อนสำหรับแช่แขนและขา


ที่ฮิราโดะนี่ก็มีแหล่งน้ำพุร้อน ป้าปลื้มกะบ่อน้ำพุร้อนสาธารณะสำหรับแช่แขนและขา (Arm&Leg Onsen / 平戸温泉うで湯あし湯 Hirado Onsen Udeyu Ashiyu) มาก ตั้งอยู่กลางเมืองเลยริมถนนสายประวัติศาสตร์นี่แหละ น้ำอุ่นกำลังดี ส่วนใหญ่ที่อื่นจะมีแต่แบบให้แช่ขา แต่ที่นี่มีส่วนให้แช่แขนด้วย แช่แป๊บเดียวผิวเหี่ยว ๆ ของป้ารู้สึกเด้งดึ๋งผิวลื่นขึ้นมาเลยค่ะ ที่นี่ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมงก็จริง แต่ตอนป้าดอดมาแช่เท้าอีกทีตอนค่ำ ๆ นี่ไม่มีไฟ ต้องนั่งแช่ในไฟสลัวซะงั้น


สำหรับเส้นทางการเดินสำหรับวันนี้ ให้ไล่ดูตั้งแต่เส้นสีน้ำเงิน > เส้นสีแดง > เส้นสีเขียว > เส้นสีเหลือง ค่ะ



เย็นวันนี้ป้ากับผู้ร่วมเดินทางกิตติมศักดิ์อุดหนุนอาหารที่่เรียวคัง ก็มีเซ็ทหมูผัดขิงกับเซ็ตเลมอนสเต็ก (レモンステーキ Remon Sutēki) ที่เป็นอาหารสูตรเฉพาะจากซาเซโบะ เขาแล่เนื้อวัวสดใส่ในกะทะร้อนราดซอสรสเข้มข้นที่มีรสเปรี้ยวของเลมอน ทานแล้วรู้สึกสดชื่นดี

ตกค่ำป้าออกมาเดินเล่นเก็บบรรยากาศค่ำคืนสุดท้ายในฮิราโดะค่ะ เดินไปตามทางเดินริมอ่าว ชมหอการค้าฮอลันดาและปราสาทฮิราโดะตอนกลางคืนแล้วสักพักก็กลับเข้าที่พักเตรียมตัวเข้านอนค่ะ

Wednesday, January 10, 2018

นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ (Saint Francis Xavier)

สวัสดีค่ะ

เนื่องจากการเดินทางของป้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์คริสตศาสนาในประเทศญี่ปุ่น โพสต์นี้จึงขอแนะนำบุคคลท่านหนึ่งที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและในเอเชีย คือท่านนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ (Saint Francis Xavier) ค่ะ เอาแบบสรุป ๆ ไม่ยาวมากเนอะ

ภาพนักบุญฟรังซิสเซเวียร์วาดโดยศิลปินนิรนามชาวญี่ปุ่น
โดยใช้เทคนิคการวาดภาพแบบตะวันตก

ฟรังซิสเซเวียร์เกิดในตระกูลชั้นสูงเมื่อปี 1506 ที่นาวาร์ (Navarre ปัจจุบันอยู่ในประเทศสเปน) ท่านสำเร็จการศึกษาขั้นสูงในด้านปรัชญา และได้ร่วมกับอิกญาซีโอ โลโยลา (Saint Ignatius of Loyola) และปีแยร์ ฟาแวร์ (Saint Pierre Favre) ก่อตั้งคณะเยซูอิต (Society of Jesus) เมื่อท่านอายุได้ 36 ปีท่านได้รับคำสั่งให้ออกเดินทางไปแพร่ธรรมที่ประเทศอินเดียภายใต้การสนับสนุนโดยกษัตริย์แห่งโปรตุเกส ในปี 1541 ท่านเดินทางไปถึงเมืองกัว (Goa) ซึ่งเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสที่อินเดียใต้และแพร่ธรรมที่นั่นเป็นที่แรกก่อนเดินทางไปแพร่ธรรมต่อในประเทศอาณานิคมของโปรตุเกสในแถบคาบสมุทรมลายู รวมทั้งซีลอน (ศรีลังกา) และมะละกา ในปี 1547 ท่านได้รู้จักกับชาวญี่ปุ่นชื่ออันจิโร่ที่มะละกา ซึ่งต่อมาเข้ารับศีลล้างบาปกลายเป็นคริสตังชาวญี่ปุ่นคนแรก

ท่านออกเดินทางมาถึงเมืองคาโกชิม่าในแคว้นซัทสึมะในปี 1549 และพยายามแพร่ธรรมแม้จะพบอุปสรรคทางด้านภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่าง เช่น ความผิดพลาดในการแปลภาษาผ่านล่ามโดยมีการใช้คำว่าไดนิจิ (大日 Dainichi) หรือพระไวโรจนะพุทธะสื่อถึงพระเจ้าจนก่อให้เกิดความสับสน จนภายหลังท่านต้องเปลี่ยนเป็นใช้คำว่า เดอุสึ (デウス Deusu) หรือเดอุส Deus ซึ่งเป็นภาษาละตินแทน นอกจากนี้แม้คณะเยซูอิตจะตั้งคำปฏิญาณยึดถือความยากจนเรียบง่าย แต่การแสดงออกเช่นนี้กลับเป็นอุปสรรคในการเผยแพร่ศาสนาในประเทศญี่ปุ่น ท่านฟรังซิสเซเวียร์จึงจำต้องแต่งตัวให้หรูหราภูมิฐาน มีผู้ติดตามหลายคนพร้อมด้วยของกำนัลจากตะวันตกนำมามอบให้แก่ผู้ปกครองเขตต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับความน่าเชื่อถือและอนุญาตให้แพร่ธรรมในพื้นที่

ท่านเดินทางมายังฮิราโดะกับเรือของโปรตุเกสครั้งแรกในปี 1550 ที่นี่ท่านได้รับอนุญาตให้ประกาศข่าวดีและได้โปรดศีลล้างบาปแก่ผู้คนจำนวนมาก มีการสร้างโบสถ์คริสต์แห่งแรกในญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันยังคงเหลือซากที่สวนสาธารณะซากิงาตะ (崎方公園 Sakigata Koen)

ท่านใช้เวลาในญี่ปุ่น 2 ปีเพื่อวางรากฐานการแพร่ธรรมโดยมีผู้เดินทางร่วมกับท่านช่วยสานงานต่อ ท่านปราถนาจะเดินทางต่อไปประกาศข่าวดีที่จีนด้วยเห็นว่าวัฒนธรรมของจีนและญี่ปุ่นคล้ายคลึงกัน แต่ท่านป่วยหนักและเสียชีวิตเสียก่อนในวัย 46 ปี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 1552 ที่เกาะชางซวน (上川岛 Shàngchuāndǎo) ขณะกำลังรอเรือที่จะพาไปท่านยังประเทศจีน

ร่างที่ไม่เน่าเปื่อยของท่านถูกฝังไว้ที่เกาะเป็นการชั่วคราวก่อนที่จะถูกขุดขึ้นมาและส่งไปที่เมืองกัว ประเทศอินเดียในปี 1553 ปัจจุบันพระธาตุท่อนแขนซ้ายส่วนล่างของท่านซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมือที่ได้โปรดศีลล้างบาปประชาชนนับแสนได้รับการเก็บรักษาไว้ที่โบสถ์ Church of the Gesù ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี และร่างของท่านได้รับการเก็บรักษาไว้ในโลงทำด้วยเงินที่มหาวิหาร Basilica of Bom Jesus ที่เมืองกัว โดยจะมีการนำออกมาให้ผู้ศรัทธาได้สักการะทุก 10 ปี (ครั้งล่าสุดจัดขึ้นในปี 2014)

ท่านได้รับการสถาปนาเป็นบุญราศี (ลำดับขั้นก่อนได้รับสถาปนาขึ้นเป็นนักบุญ) โดยสมเด็จพระสันตปาปาปอล์ที่ 5 ในวันที่ 25 ตุลาคม 1619 และได้รับสถาปนาเป็นนักบุญโดยสมเด็จพระสันตปาปาเกรโกรีที่ 15 ในวันที่ 12 มีนาคม 1622 ท่านเป็นองค์อุปถัมภ์มิสซังสากล


ภาพประกอบท่านฟรังซิสเซเวียร์ที่เอามาประกอบนี้เอามาจาก Wikipedia ค่ะ เป็นรูปที่มีชื่อเสียงรูปหนึ่งของท่านเลย


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ปูพื้นประวัติศาสตร์คริสตศาสนาในญี่ปุ่นและนางาซากิ

Kyushu First Time วันที่ 1 : เดินเล่นริมอ่าวฮิราโดะ

สวัสดีค่ะ

ตามที่ป้าหมวยยยตัดสินใจมาเที่ยวคิวชูตั้งสิบห้าวันเมื่อเดือนเมษายน 2016 หลังจากเตรียมการมานาน ในที่สุดก็ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว

คืนวันที่ 30 มีนาคม 2016 ป้ากับผู้ใหญ่เตรียมตัวเช็คอินที่สนามบินสุวรรณภูมิตอนค่ำ ขึ้นเครื่องบินสายการบิน Jetstar เที่ยวบิน 3K 509 (ตอนนี้ยกเลิกเที่ยวบินจากกรุงเทพแล้ว) ออกเดินทางจากกรุงเทพเวลาประมาณตีสองนิด ๆ ไปถึงฟุกุโอกะตอนเช้าวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 9 โมงกว่า

วันที่มาถึง 1 เมษายนนับเป็นวันที่ 1 ของการเดินทาง โปรแกรมวันนี้เป็นการเดินทางเป็นส่วนใหญ่ จุดหมายปลายทางคือ เมืองฮิราโดะที่อยู่สุดขอบตะวันตกของเกาะคิวชูนู้น ตามแผนคือเมื่อไปถึงแล้วจะเดินเล่นชมสถานที่ที่ไม่ไกลจากที่พัก
  • เช้า: สนามบินฟุกุโอกะ ออกเดินทางด้วยรถบัสไปเมืองซาเซโบะ
  • กลางวัน: ต่อรถทีซาเซโบะ ไปเมืองฮิราโดะ
  • เย็น: สถานที่ท่องเที่ยวริมอ่าวฮิราโดะ อนุสาวรีย์ความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-เนเธอร์แลนด์ สวนสาธารณะซากิงาตะ (อนุสาวรีย์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ป้ายหลุมศพมิอุระ อันจิน) 
พอไปถึงสนามบิน กว่าจะผ่านตรวจคนเข้าเมืองใช้เวลานานกว่าที่คิดเพราะคิวยาวมากกกก ดีที่เผื่อเวลาไว้ พอรับกระเป๋าแล้วลงไปที่ชั้น 1 เพื่อใช้บริการแมวดำส่งกระเป๋าจากสนามบินไปรอที่โรงแรมในซาเซโบะ เอาแค่กระเป๋าใส่เสื้อผ้าสองคืนไปพักที่ฮิราโดะก็พอ

ตรงทางออกชั้น 1 สามารถขึ้นรถบัสไปซาเซโบะด้วยรถบัสด่วนสายซาเซโบะ (佐世保号 Sasebo-gō) ได้เลย ไม่ต้องไปต่อรถที่อื่น สามารถจองที่นั่งล่วงหน้าได้สูงสุดหนึ่งเดือนที่เว็บไซท์  http://www.atbus-de.com/ ตั๋วราคา 2,260 เยนแต่ถ้าไม่ได้จองล่วงหน้ามาก็สามารถซื้อได้ที่เคาท์เตอร์ก่อนรถออกได้ค่ะ เคาท์เตอร์อยู่หน้าทางออก ส่วนที่รอรถบัสอยู่ด้านนอกมีป้ายบอกชัดเจนค่ะ

ถ้าใครมีตั๋ว JR Pass ก็สามารถเดินทางจากสถานีรถไฟฮาคาตะไปซาเซโบะได้ทางรถไฟนะคะ โดยขึ้นรถไฟใต้ดินหรือรถบัสไปที่สถานี JR Hakata แล้วต่อรถไฟไป ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่ทริปนี้ของป้าใช้พาสทันทีจะไม่คุ้มและต้องการรักษาเวลาไม่ไปต่อรถไฟที่สถานีฮาคาตะ เลยเลือกขึ้นรถบัสสายตรงจากสนามบินค่ะ

ตอนนั้นอากาศเย็นอุณหภูมิราว ๆ 17-20 องศา คนละเรื่องกับอากาศร้อนแลบที่บางกอก เวลาขึ้นรถที่จองไว้คือ 11:30 น. มีเวลาเหลือพอที่จะทานอุด้งอุ่น ๆ ที่สนามบินแก้หิวก่อนจะขึ้นรถที่ป้ายที่ 1 ทางซ้าย ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาทีก็ถึงสถานีรถบัสหน้าสถานีซาเซโบะ (佐世保駅前バスセンター Sasebo Ekimae Basu Sentā) แล้วซื้อตั๋วขึ้นรถบัสไปฮิราโดะ มีออกทุกชั่วโมง ราคาตั๋ว  ณ ตอนนั้น 1,500 เยน แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าจะไปลงที่สถานีรถบัสฮิราโดะซัมบาชิ  (平戸桟橋バスターミナル Hirado Sambashi ฺBasu Tāminaru) เจ้าหน้าที่สาวชี้ไปที่แผงปุ่มกดตั๋วให้ป้ากดเองซะงั้น ...เอางั้นเหรอ ก็ได้ ๆ

จุดนี้ต้องระวังนิดค่ะ เพราะมันมีป้ายชื่อ ฮิราโดะกุจิซัมบาชิ (平戸口桟橋 Hiradoguchi Sambashi) ชื่อคล้ายกันแต่รถบัสยังไม่ได้ข้ามสะพานไปถึงตัวเมือง ป้าตาถั่วดันไปกดปุ่มนี้ได้ตั๋วมาแล้วแต่พอดีสงสัยว่าทำไมค่าตั๋วถูกกว่าข้อมูลที่หามาเลยไปถามเจ้าหน้าที่ เค้าเลยยกเลิกตั๋วแล้วไปช่วยกดอันที่ถูกต้องให้

ขออธิบายเกี่ยวกับเมืองฮิราโดะหน่อยนะคะ

ฮิราโดะ (平戸 Hirado) เป็นเกาะที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือในจังหวัดนางาซากิ ห่างจากแผ่นดินใหญ่ไม่มากนัก ถ้าดูแผนที่จะเห็นว่าอยู่สุดขอบตะวันตกของเกาะญี่ปุ่น ห่างจากเมืองปูซานและเกาะเจจูของเกาหลีไม่มากนัก ศูนย์กลางของเมืองอยู่ที่ตอนเหนือของเกาะ มีสะพานฮิราโดะโอฮาชิ (平戸大橋 Hirado Ōhashi) เชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่

สมัยก่อนเคยมีบทบาทเป็นเมืองท่าสำคัญที่มีการแลกเปลี่ยนการค้ากับชาติใกล้เคียง เช่น จีน เกาหลี เมื่อมีเรือฮอลันดาเข้าเทียบท่าที่อ่าวเป็นครั้งแรกในปี 1550 ฮิราโดะจึงกลายเป็นประตูสู่การค้ากับชาติตะวันตกได้แก่ สเปน ฮอลันดา อังกฤษ การค้าที่ฮิราโดะหรือที่ชาติตะวันตกรู้จักในนาม Firando เจริญรุ่งเรืองเป็นเวลาเพียง 39 ปีจนสิ้นสุดลงในปี 1641 เมื่อรัฐบาลบังคับให้ย้ายฐานการค้าไปยังนางาซากิเพื่อควบคุมกิจกรรมของชาวตะวันตก หลังจากนั้นฮิราโดะจึงกลายเป็นเมืองปราสาทเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีบทบาทสำคัญอะไรนัก อย่างไรก็ตามฮิราโดะเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ชาวญี่ปุ่นนิยมมาเที่ยวชมและสัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและกลิ่นอายที่ผสมผสานระหว่างญี่ปุ่นและชาติตะวันตกในยุคศตวรรษที่ 17 ซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ในตัวเมืองมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่งสามารถเดินทางได้ด้วยการเดินเท้า

ป้าใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่งในการเดินทางถึงสถานีรถบัสฮิราโดะซัมบาชิ รวมใช้เวลาเดินทางจากฮาคาตะ 3 ชั่วโมง สถานีรถบัสนี้อยู่ริมอ่าวฮิราโดะ ใกล้กับลานกิจกรรมซึ่งมีศูนย์ให้ข้อมูลการท่องเที่ยวอยู่ด้วย สามารถแวะไปขอแผนที่เดินเที่ยวชมเมืองได้ค่ะ เจ้าหน้าที่บางท่านพูดภาษาอังกฤษได้ มีแผนที่ภาษาอังกฤษให้ด้วย

จากนั้นก็เช็คอินฝากกระเป๋าที่เรียวคังที่อยู่ไม่ไกล ช่วงบ่ายอากาศกำลังดี แล้วออกมาเดินเที่ยวจุดท่องเที่ยวที่ใกล้ที่พักก่อนคือ บริเวณสถานีการค้าฮอลันดาและสวนสาธารณะซากิงาตะค่ะ

บ่อน้ำฮอลันดา (Dutch Well / オランダ井戸 Oranda-ido)


บ่อน้ำมีฝาปิดกันคนร่วงลงไป ส่อง ๆ ดูเหมือนไม่มีน้ำแล้ว


จุดแรกที่ไปถึงคือ บ่อน้ำฮอลันดา ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ สถานีการค้าฮอลันดา เป็นบ่อน้ำโบราณอายุกว่า 400 ปี เอาไว้ใช้ตักน้ำขึ้นมาใช้ในสถานี มีบ่อเล็กและบ่อใหญ่ติดกัน มีฝาปิดทำด้วยไม้

พิกัด GPS:  33.372508, 129.556658


โคมไฟนำร่อง (Ethernal Light Beacon / 常燈の鼻 Jōtō no Hana)


โคมไฟนำร่องอยู่ตรงทางโค้งพอดี


เขื่อนกันคลื่นทำด้วยหินที่สร้างขึ้นในปี 1616 นี้ใช้เป็นจุดวางโคมไฟสำหรับนำร่องเรือฮอลันดาที่เข้ามาในอ่าวฮิราโดะ ปัจจุบันทำเป็นโคมถาวรแต่ดูเหมือนจะไม่ได้เปิดไฟแล้วเพราะไฟถนนใกล้เคียงสว่างกว่า
 
พิกัด GPS: 33.372990,129.557913


สถานีการค้าฮอลันดาฮิราโดะ (Hirado Dutch Trading Post / 平戸オランダ商館 Hirado Oranda Shōkan)



อาคารสไตล์ฮอลันดาโบราณจะมีบันไดกลางแบบนี้

แต่เดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นสถานีการค้าของบริษัทดัชท์อีสท์อินเดีย (Dutch East India Company ตัวย่อ VOC จาก Vereenigde Oost-Indische Compagnie) ของฮอลันดา สร้างขึ้นในปี 1609 การค้าระหว่างญี่ปุ่นกับฮอลันดาเจริญรุ่งเรืองมากจนมีการขยายสถานีในช่วงปี 1612 - 1639 แต่ยุคทองของการค้าในฮิราโดะต้องสิ้นสุดลงในปี 1641 เมื่อกิจกรรมการค้ากับชาติตะวันตกถูกจำกัดเฉพาะที่เกาะเดจิมะ (出島 Dejima) ในนางาซากิตามนโยบายปิดประเทศของโชกุนโตกุงาวะ อิเอะมิตสึ (徳川家光 Tokugawa Iemitsu) สถานีการค้านี้จึงถูกทิ้งร้างไปตามเวลากว่า 300 ปี

พื้นที่สถานีการค้าฮอลันดาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติในปี 1922 พื้นที่โดยรอบยังมีร่องรอยบ่อน้ำ ท่าเรือ กำแพง และโคมไฟนำร่องหลงเหลืออยู่ ต่อมาในปี 1988 มีการริเริ่มโครงการก่อสร้างอาคารโกดังใหญ่ที่เคยสร้างขึ้นในปี 1639 ขึ้นใหม่ตามแบบภาพวาดและแผนที่ที่ยังหลงเหลืออยู่ภายใต้ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ มีการค้นคว้าเอกสาร ขุดค้นซากโบราณสถาน ปรับปรุงพื้นที่ บูรณะโบราณสถานโดยรอบ และเริ่มก่อสร้างในปี 2009 จนแล้วเสร็จและเปิดทำการเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 2010

สถาปัตยกรรมภายในใช้เสาตัว Y แบบฮอลันดา


พื้นที่จัดแสดง

พิพิธภัณฑ์จัดแสดงแผนที่ต่าง ๆ รวมทั้งแผนที่นครโยเดียหรือกรุงศรีอยุธยา เอกสาร ภาพวาด ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องมือใช้ในการเดินเรือ รวมทั้งสินค้าจากชาติตะวันตกและตะวันออก เช่น เครื่องเขินฝรั่ง ลูกโลกจำลอง เครื่องลายครามจีน เป็นต้น สถาปัตยกรรมทั้งภายในและภายนอกมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตามแบบฮอลันดา

เวลาทำการ: 8:30-17:30
วันหยุด: วันอังคาร วันพุธ และวันพฤหัสในสัปดาห์ที่สามของเดือนมิถุนายน
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 300 เยน เด็ก 200 เยน  สามารถซื้อตั๋วควบกับพิพิธภัณฑ์มัตสึระได้ในราคาผู้ใหญ่ 650 เยน/เด็ก 350เยนโดยไม่จำเป็นต้องชมในวันเดียวกัน

พิกัด GPS: 33.372767, 129.557404
เว็บไซท์:  http://hirado-shoukan.jp/english/


ท่าเรือฮอลันดา (Dutch Wharf / オランダ埠頭 Orandafutō)


บันไดนี้เดินลงไปได้ ไม่ได้มีรั้วกั้นอะไร


เป็นบันไดหินยื่นลงไปในทะเลตั้งอยู่เยื้องกับสถานีการค้า สมัยก่อนเป็นท่าเรือโบราณใช้สำหรับขนสินค้าขึ้นลงเรือ สร้างเป็นขั้นบันไดทำให้ใช้งานได้สะดวกทั้งช่วงน้ำขึ้นและน้ำลง

พิกัด GPS:  33.372298, 129.556835


กำแพงฮอลันดา (Dutch Wall / オランダ塀 Oranda-bei)


อันนี้เป็นทางขึ้น ตัวกำแพงจริง ๆ เตี้ยนิดเดียว


เป็นแนวกำแพงหินอยู่ใกล้ ๆ กับบ่อน้ำ สร้างขึ้นในปี 1618 ล้อมรอบสถานีการค้า โกดังเก็บสินค้า โกดังเก็บแป้ง โรงพยาบาลและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ในพื้นที่ เพื่อบดบังสายตาและป้องกันไฟไหม้ลุกลาม อาคารที่เห็นด้านบนคือโรงแรมคิโชเท (旗松亭 Kishōtei) โรงแรมเก่าแก่ที่เคยรับรองพระราชวงศ์สมเด็จพระจักรพรรดิครั้งเสด็จเยือนฮิราโดะ

พิกัด GPS:  33.372505, 129.556402

อนุสาวรีย์ความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-เนเธอร์แลนด์ (Japan-Netherland Friendship Monument / 日蘭親交記念碑 Nichiran Shinkō Kinenhi)



อนุสาวรีย์อยู่ใกล้ต้นซากุระ


ตั้งอยู่บนทางขึ้นสวนสาธารณะซากิงาตะโดยขึ้นบันไดตามแนวกำแพงฮอลันดาใกล้ ๆ โรงแรมคิโชเท สร้างขึ้นในปี 1925 เพื่อเป็นที่ระลึกความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ที่มีมายาวนานกว่า 300 ปี

พิกัด GPS: 33.372534, 129.556323


อนุสาวรีย์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ (St. Francis Xavier Monument / 聖フランシスコザビエル記念碑 Sei Furanshisuko Zabieru Kinenhi)


อนุสาวรีย์ตั้งอยู่กลางลานในสวนสาธารณะ


อยู่ในบริเวณสวนสาธารณะซากิงาตะ (崎方公園 Sakigata Kōen) โดยขึ้นตามทางบันไดที่ลัดเลาะข้างโรงแรมเข้าไปด้านใน เป็นลานกว้างปูด้วยหิน มีกางเขนประดับรูปหน้าของท่านนักบุญ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกการมาถึงฮิราโดะในปี 1550 ของนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ (Saint Francis Xavier, 1506 - 1552) พระสงฆ์คาทอลิกแห่งคณะเยซูอิต (Jesuit) ผู้ได้ชื่อว่าเป็นธรรมทูตผู้ยิ่งใหญ่แห่งตะวันออก

สำหรับเนื้อหาประวัติของท่านนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ป้าเขียนเพิ่มเติมไว้ที่โพสต์นี้ นักบุญฟรังซิสเซเวียร์

พิกัด GPS:  33.373813, 129.555289


ป้ายสุสานของมิอุระ อันจิน (Miura Anjin's Graveyard / 三浦按針墓地 Miura Anjin Bochi)


ป้ายสุสานอยู่ใต้ต้นซากุระต้นใหญ่สวยงามมาก


จากลานอนุสาวรีย์เดินตามทางด้านขวาที่เป็นป่าไผ่ มีถึงลานเล็ก ๆ ที่มีป้ายสุสานของมิอุระ อันจินหรือ William Adams (1564 - 1620) อยู่ใต้ต้นซากุระที่ขณะนั้นบานสะพรั่งสวยมาก เขาเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่ได้รับชื่อและศักดินาในฐานะซามุไรจากโชกุนโตกุกาวะ อิเอยาสึ (徳川家康 Tokugawa Ieyasu, 1543 - 1616) 

พิกัด GPS:  33.374509, 129.554858


มิอุระ อันจิน (三浦按針 Miura Anjin) 

วิลเลียม อดัมส์เป็นนักเดินเรือชาวอังกฤษได้รับการศึกษาด้านการต่อเรือ ดาราศาสตร์ และการนำเรือ เขาออกเดินทางกับกองเรือของ Dutch East India Company ของฮอลันดาจนมาถึงแคว้นบุงโกะ (豊後国 Bungo no kuni) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในจังหวัดโออิตะในปี 1600 ความรู้ความสามารถของเขาเป็นที่พอใจของโชกุนอิเอยาสึเป็นอย่างมาก จึงได้เป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่โชกุนเกี่ยวกับการสร้างเรือแบบตะวันตก การค้าขายกับฮอลันดาและอังกฤษ รวมทั้งได้รับอนุญาตให้แต่งกองเรือตราชาดค้าขายกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สยามในปี 1614-1615 และโคชินจีน (Cochinchina หรือเวียดนามใต้) ในปี 1617-1618

อดัมส์ได้รับดาบบรรดาศักดิ์สองเล่มจากโชกุน ได้รับชื่อใหม่ว่ามิอุระ อันจิน (แปลว่าเข็มทิศแห่งมิอุระ) ทั้งได้รับศักดินาที่ดิน 250 โกกุและข้าทาสบริวาร มิอุระมีบทบาทในการก่อตั้งสถานีการค้าอังกฤษที่ฮิราโดะ มิอุระร่วมงานกับ British East India Company และออกเดินทางไปกับกองเรือค้าขายหลายครั้ง มิอุระเสียชีวิตที่นี่ในปี 1620 สิริอายุ 55 ปีโดยที่ไม่เคยได้กลับไปที่อังกฤษอีกเลย

จากจุดนี้เดินตรงเข้าไปตามทางจะมีลานกว้างและหอชมวิวค่ะ บริเวณนี้มีต้นซากุระปลูกอยู่หลายต้น ตรงนี้ป้าลัลล้ามากเพราะไม่มีคนเลย สามารถไปชมได้อย่างใกล้ชิด จากนั้นเดินออกมาบริเวณลานอนุสาวรีย์แล้วไปอีกทางหนึ่งที่มีซุ้มประตูจะออกไปทางบริเวณลานเด็กเล่นและมีจุดชมวิวเห็นอ่าวฮิราโดะและปราสาทที่สวยงาม เวลาออกจากสวนให้เดินตามทางบันไดลาดไปก็จะออกมาริมถนนได้ค่ะ


ซากุระตามทางเดินลงจากสวนไปยังถนน


เส้นทางการเดินสำหรับวันนี้ให้ดูเส้นสีม่วงค่ะ คลิกตรงปุ่มเมนูซ้ายบนแล้วติ๊กเลือกเลเยอร์ที่ต้องการดูได้นะคะ



พอตกค่ำหน่อยเมืองฮิราโดะจะเงียบ ๆ แต่ยังพอหาร้านอะไรทานได้ตามร้านอาหารใบนถนนการค้าที่อยู่ถัดจากถนนเส้นหลักริมอ่าว คืนนี้ทานอาหารเป็นเซ็ทที่ร้านยูเมะโรมัง (夢浪漫 Yumeroman) รสชาติดีทีเดียวค่ะโดยเฉพาะปลานึ่งซีอิ้ว

อยู่ในตัวเมืองฮิราโดะ ป้าได้ ซุปเปอร์มาร์เก็ต Ellena ที่มีโลโก้เป็นรูปช้างน้อยสีแดงเป็นแหล่งเสบียงค่ะ ขนม ผลไม้ นมสดมีครบ ประมาณทุ่มกว่าสองทุ่มมีอาหารสดลดราคา ถ้าโชคดีอาจจะได้ซูชิหน้าตาดีมากินในราคาถูกค่ะ นั่งกินริมอ่าวโต้ลมเย็นชมไลท์อัพปราสาทมีความสุข

คืนนี้ป้านอนที่ อิโนะโมโตะเรียวคัง (井元旅館 Inomoto Ryokan) ที่อยู่ตรงข้ามลานหันหน้าเข้าหาปราสาทฮิราโดะค่ะ ป้าพักที่นี่ 2 คืนโดยจองจากเว็บ Jalan.net เป็นที่พักแบบญี่ปุ่นราคาไม่แพงนัก คืนละ 3,500 เยน/คน ราคานี้ไม่มีอาหารเช้า ห้องพักเป็นแบบญี่ปุ่น พื้นเสื่อทาทามิสะอาดดี มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นปราสาทฮิราโดะบนยอดเขาเตี้ย ๆ ห้องน้ำและห้องอาบน้ำเป็นแบบแชร์กันใช้ ห้องน้ำและอ่างล้างหน้ามีอยู่จุดเดียวหน้าห้องพัก ส่วนห้องอาบน้ำอยู่ชั้นล่างหลังเคาท์เตอร์ ปิดล็อกประตูได้ ข้างในมีฝักบัว แชมพู สบู่ครบ แต่การลงแช่อ่างอาจจะไม่สะดวกนัก นักท่องเที่ยวสามารถสวมชุดยูกาตะที่จัดไว้ให้ลงไปอาบน้ำได้ ด้วยราคาที่ประหยัดและสะดวกในการเดินทางมาก ๆ จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจค่ะ เพียงแต่อาจจะจองยากซักหน่อย


ห้องพักเล็ก ๆ กะทัดรัดแต่สะอาดและวิวดี

วันแรกในเมืองชนบทแสนสงบเป็นอันจบเท่านี้ วันรุ่งขึ้นป้าจะพาตระเวนชมสถานที่น่าสนใจในตัวเมืองฮิราโดะกันค่ะ


ตอนที่ 1     Kyushu First Time วันที่ 1 : เดินเล่นริมอ่าวฮิราโดะ

ตอนที่ 2     Kyushu First Time วันที่ 2 : เที่ยวชิล ๆ ในเมืองฮิราโดะ

ตอนที่ 3     Kyushu First Time วันที่ 3 : สัมผัสเบา ๆ กับเมืองทหารเรือซาเซโบะ

ตอนที่ 4     Kyushu First Time วันที่ 4 - 5 : ขับรถชมหมู่เกาะคุจูคุชิม่าและซากุระที่ซาเซโบะ


เนื้อหาที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ


นักบุญฟรังซิสเซเวียร์

ปูพื้นประวัติศาสตร์คริสตศาสนาในญี่ปุ่นและนางาซากิ