Saturday, January 13, 2018

Kyushu First Time วันที่ 2 : เที่ยวชิล ๆ ในเมืองฮิราโดะ

สวัสดีค่ะ ป้าหมวยยยเอง

เที่ยววันแรกผ่านไปด้วยดี วันที่ 2 นี้ป้าเดินเที่ยวเมืองฮิราโดะทั้งวันค่ะ

  • เช้า: อนุสาวรีย์ริมอ่าวฮิราโดะ สะพานไซไว อนุสาวรีย์ที่ระลึกหอการค้าอังกฤษ ปราสาทฮิราโดะ ศาลเจ้าคาเมโอกะ
  • กลางวัน: วัดไซเคียวจิ ร้านขนมสึตายะ ภาพวิววัดพุธและโบสถ์คริสต์ โบสถ์ฟรังซิสเซเวียร์
  • เย็น:  ต้นปรงยักษ์ บ่อน้ำหกเหลี่ยม พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มัตสึระ ถนนสายประวัติศาสตร์ อนุสรณ์ที่ระลึกฟุจิอุระโค บ่อน้ำร้อนแช่แขนและขา

ตอนเช้าเรียวคังไม่มีอะไรให้ทานค่ะ เพราะส่วนร้านอาหารเปิดช่วงเย็น แต่มาเมืองนี้สบาย ๆ ตื่นสายเดินมาหาอะไรกินง่าย ๆ ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตช้างน้อย ระยะทางจากที่พักก็ใกล้เหมือนเดินมาเซเว่นปากซอย ซุปเปอร์ ฯ เอเลน่าเปิด 8 โมงครึ่ง พอมีอาหารเช้าราคาไม่แพงนักให้เลือกซื้อแล้วมานั่งกินที่โต๊ะได้ค่ะ


อ่าวฮิราโดะยามเช้า


ตอนเช้าริมอ่าวฮิราโดะบรรยากาศดีมาก แดดออกแต่อากาศเย็นสบาย ริมอ่าวมีเก้าอี้น่ารักทำเป็นรูปดอกทิวลิปให้นั่งเล่นด้วยนะคะ (แต่ป้าไม่กล้านั่งค่ะกลัวพัง) แล้วก็มีอนุสาวรีย์น่าสนใจให้แวะชมด้วย


รูปปั้นสตรีบัตตาเวีย (Batavia Lady Statue / ジャガタラ娘像 Jagatara Musume-zō)


สายตาของเธอเหม่อมองไปไกล


รูปปั้นหญิงสาวสีหน้าเศร้าสร้อย สวมสร้อยกางเขน กุมมือที่อก สายตามองสู่เบื้องบนทอดไปไกลนี้ตั้งอยู่ริมอ่าวฮิราโดะ สร้างขึ้นในปี 1965 เพื่อระลึกถึงความโศกเศร้าคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนของสตรีญี่ปุ่นซึ่งแต่งงานกับชาวฮอลันดาหรือชาวอังกฤษและถูกขับไล่ไปยังปัตตาเวีย (ปัจจุบันคือกรุงจาการ์ต้าในอินโดนีเซีย) พร้อมกับลูก ๆ ที่มีสายเลือดผสมในปี 1639 ตามคำสั่งปิดประเทศของรัฐบาล จดหมายที่พวกเธอเขียนและส่งกลับมาถึงญาติ ๆ ในประเทศบ้านเกิดกลายเป็นวัตถุมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์

พิกัด GPS: 33.370860, 129.553176


อนุสาวรีย์การมาถึงของเรือโปรตุเกส (Entrance of Portugal Ship / ポルトガル船入港碑  Porutogarusen Nyūkōhi)


อนุสาวเรีย์เรือโปรตุเกส


อนุสาวรีย์โลหะรูปเรือสำเภาโปรตุเกสอยู่ข้าง ๆ รูปปั้นสตรีปัตตาเวียนี้จัดทำขึ้นในปี 2001 เนื่องในวาระครบรอบ 450 ปีของการเทียบท่าของเรือโปรตุเกสเป็นครั้งแรกในปี 1550 โดยมีโจรสลัดหวังจื่อ (王直 Wang Zhi หรือออกเสียงญี่ปุ่นว่า Ōchoku)เป็นคนกลางเจรจาระหว่างฝ่ายโปรตุเกสและเจ้าเมืองฮิราโดะ อย่างไรก็ตามในปี 1561 เกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทระหว่างลูกเรือและชาวเมืองจนมีผู้เสียชีวิต 14 คน ทำให้เรือโปรตุเกสยกเลิกการเทียบท่าที่ฮิราโดะและย้ายไปที่นางาซากิแทน

พิกัด GPS: 33.370815, 129.553173


เดินมาตรงมาทางสะพานสามแยกนะคะ ตรงนี้เลยไปอีกหน่อยตรงข้ามกับอาคารเทศบาลเมืองจะเห็นสะพานไซไวค่ะ 


สะพานไซไว (Saiwai Bridge / 幸橋 Saiwaibashi)


สะพานไซไว รูปนี้มาถ่ายตอนสาย ๆ แล้ว ระดับน้ำเริ่มลดลง


เป็นสะพานหินโบราณข้ามแม่น้ำคางามิ ยาว 19.8 เมตร กว้าง 5.2 เมตร มีส่วนโค้งสวยงาม สร้างขึ้นในปี 1702 เรียกอีกชื่อว่า “สะพานฮอลันดา” (オランダ橋 Oranda-bashi) เพราะผู้สร้างสะพานเคยมีส่วนร่วมในการก่อสร้างสถานีการค้าฮอลันดาได้นำเทคนิคการสร้างสะพานโค้งตามแบบตะวันตกมาปรับใช้ในการสร้างสะพานหินแห่งนี้  ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติสำคัญทางวัฒนธรรมในปี 1978

พิกัด GPS: 33.368389, 129.553115


เมื่อข้ามสะพานเดินตรงเข้ามาตรงอาคารเทศบาลเมือง มีสมอเรือเก่าแก่ขนาดใหญ่และเล็กจัดแสดงอยู่ สมอเรือนี้คือ "สมอเรือฮอลันดา" (オランダ船錨 Oranda-fune Ikari) ถูกงมขึ้นมาจากอ่าวคาวาจิในปี 1952 และ 1956 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีสมอเรือรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เชื่อว่าเป็นของเรือสำเภาจีนถูกงมขึ้นมาจากอ่าวมิยาโนะอุระ แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองด้านการค้าทางทะเลในฮิราโดะเมื่อสี่ร้อยปีก่อน


อนุสาวรีย์ที่ระลึกหอการค้าอังกฤษ (English Trading House Memorial / イギリス商館記念碑 Igirisu Shōkan Kinenhi)


อนุสาวรีย์ที่ระลึกหอการค้าอังกฤษ


อนุสาวรีย์นี้อยู่บริเวณทางเข้าของอาคารเทศบาลเมืองฮิราโดะถัดจากสะพานไซไว โดยตั้งขึ้นตรงข้ามกับจุดที่เชื่อว่าเคยเป็นที่ตั้งของหอการค้าอังกฤษ ของเดิมตั้งขึ้นในปี 1927 และอันปัจจุบันเป็นของที่ทำขึ้นใหม่ในปี 2013 ในวาระครบรอบ 400 ปีของการก่อตั้งหอการค้าอังกฤษด้วยเงินบริจาค

ในบรรดาชาติตะวันตกที่เข้ามาทำการค้าในฮิราโดะเมื่อ 400 ปีก่อนจะย้ายฐานการค้าไปยังนางาซากินั้น โปรตุเกสเข้ามาเป็นชาติแรกในปี 1550 ฮอลันดาในปี 1609 และอังกฤษเข้ามาเป็นชาติสุดท้ายและได้ตั้งสถานีการค้าขึ้นในปี 1613 ด้วยความช่วยเหลือจากวิลเลียมส์ อดัมส์ (มิอุระ อันจิน) มีริชาร์ด คอคส์ (Richard Cocks, 1566 - 1624) เป็นหัวหน้าสถานีคนแรก จุดประสงค์ในการตั้งสถานีการค้าคือค้าขายเสื้อผ้าขนสัตว์และเป็นตัวกลางขายสินค้าญี่ปุ่นกับสยาม อย่างไรก็ตามสถานีการค้าตั้งอยู่เพียง 10 ปีและปิดตัวลงในปี 1623 เพราะมีปัญหาขัดแย้งกับฮอลันดา จากนั้นอังกฤษจึงหันไปเน้นทำการค้าในประเทศอาณาณิคมของตนเอง เช่น อินเดียและซีลอนแทน

พิกัด GPS: 33.368318, 129.553529


ป้าเดินทะลุอาคารเทศบาลเมืองและข้ามถนนจะพบทางเข้าศาลเจ้าคาเมโอกะซึ่งกำลังอยู่ในเทศกาลซากุระพอดี เดินตามทางบันไดไปจะผ่านลานกีฬาและลานจอดรถเล็ก ๆ เด็ก ๆ กำลังเล่นเบสบอลกันอยู่ในสนามหันมาทักทายเสียงดัง "โอฮาโยโกะไซมัส" อู้ย ป้าละเอ็นดู~ 😊

พอมาถึงถนนใกล้ลานจอดรถก็เลือกได้ว่าจะเดินไปทางซ้ายเพื่อขึ้นบันไดไปทางปราสาทฮิราโดะ หรือเดินไปทางขวาเพื่อเข้าทางศาลเจ้าคาเมโอกะก็ได้ ป้าเลือกเดินไปทางซ้ายเพื่อชมปราสาทฮิราโดะก่อนค่ะ


ปราสาทฮิราโดะ (Hirado Castle / 平戸城 Hiradojō)


ปราสาทหลักขนาดไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับปราสาทหลาย ๆ แห่ง


ปราสาทฮิราโดะเป็นปราสาทที่สร้างบนเนินเขาเตี้ย ๆ ริมอ่าวฮิราโดะ เป็นปราสาทของตระกูลมัตสึระ (松浦氏 Matsura-shi) ที่ครองเขตฮิราโดะและเกาะโอกิ ปราสาทหลังแรกชื่อปราสาทฮิโนะทาเกะ (日之岳城 Hinotake-jō) ถูกสร้างขึ้นในปี 1599 โดยไดเมียวมัตสึระ ชิเงโนบุ (松浦 鎮信 Matsura Shigenobu, 1549 - 1614) ซึ่งได้ครอบครองเขตนี้โดยเป็นบำเน็จรางวัลจากโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ (豊富秀吉 Toyotomi Hideyoshi, 1537 - 1598) แต่เมื่อเกิดสงครามเซกิงะฮาระ (関ヶ原の戦い Sekgahara no Tatakai) ในปี 1600 ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายโตกุงาวะ และตระกูลมัตสึระไม่ได้แสดงการเลือกฝ่ายอย่างเด่นชัดจนถูกสงสัยว่าเข้ากับฝ่ายผู้สนับสนุนโทโยโทมิ มัตสึระ ชิเงโนบุจึงเผาปราสาทเพื่อแสดงความจงรักภักดีในปี 1613 เวลาผ่านไปเกือบ 100 ปีต่อมามัตสึระ ทาคาชิ (松浦浦棟 Matsura Takashi, 1646 - 1713) ได้สร้างปราสาทขึ้นใหม่ในปี 1704 และเสร็จสิ้นในปี 1707 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นที่พำนักของตระกูลมัตสึระ และเป็นจุดยุทธศาสตร์ป้องกันชายฝั่งทะเลจีนตะวันออก

อย่างไรก็ตามหลังการปฏิรูปเมจิ อาคารหลายหลังถูกรื้อถอนยกเว้นประตูฝั่งเหนือ ป้อม และคูน้ำ พื้นที่บางส่วนถูกปรับเป็นสวนสาธารณะ ในปี 1962 มีการก่อสร้างปราสาท ป้อม และกำแพงขึ้นใหม่ ปราสาทหลังใหม่สูง 5 ชั้น สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องใช้ของตระกูลมัตสึระ หนึ่งในของมีค่าเหล่านั้นได้แก่ ดาบญี่ปุ่นยาว 93 ซม. เชื่อว่าเป็นของแม่ทัพในพระจักรพรรดินีจิงกูครั้งบุกตีเกาหลีในช่วงคริสตศักราช 200 - 266 ดาบนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุของชาติ

ประตูที่ป้าเข้าเรียกว่า "ประตูคิตะโคกุจิมง" (北虎口門 Kitakoguchimon) ค่ะ ถัดจากซุ้มขายตั๋วเข้าชมคนละ 510 เยนจะเป็นอาคารที่เรียกว่า "ป้อมทานุกิ" (狸櫓 Tanuki-yagura) มีรูปวาดทานุกิอยู่ข้างหน้าด้วย ชื่อจริงของอาคารนี้คือ "ป้อมทามอง (多門櫓 Tamon-yagura) เดิมเป็นสถานที่เก็บอุปกรณ์ทางการเกษตรต่าง ๆ เช่น ตะกร้าเก็บใบชา เครื่องนวดข้าวแบบพื้นบ้าน ฯลฯ มีเรื่องเล่ากันมาว่า มีทานุกิ (หมายถึง แรคคูน คนญี่ปุ่นเชื่อว่าสามารถแปลงร่างได้) อาศัยอยู่ใต้แผ่นไม้กระดานของป้อมนี้ พอมีการรื้อแผ่นไม้ออกหมดเพื่อปรับปรุงสถานที่ ทานุกิก็แปลงร่างเป็นหญิงสาวไปนั่งอยู่ข้างที่นอนของเจ้าเมืองแล้วบอกว่า "ถ้าท่านให้พวกเราได้อาศัยอยู่ที่นี่ พวกเราทุกรุ่นจะปกป้องปราสาทนี้ตลอดไป" เจ้าเมืองจึงให้นำแผ่นไม้กระดานไปติดตั้งดังเดิม อาคารนี้จึงได้ชื่อว่า "ป้อมทานุกิ" ตามเรื่องเล่าที่ว่ามา ปัจจุบันใช้จัดแสดงแผนที่โบราณแสดงพื้นที่โดยรอบปราสาท


ทางเดินเข้าปราสาท


เสื้อกิโมโนลายดอกเบญมาศของพระจักรพรรดิเมจิ


พอเดินเข้ามาตามทางที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่นก็ถึงปราสาทฮิราโดะ ภายในจัดแสดงสิ่งของมีค่าต่าง ๆ ของตระกูลมัตสึระ ของใช้จากต่างประเทศ สิ่งบูชาของคริสตังลับในช่วงเบียดเบียนศาสนา  ชุดเกราะโบราณ แผนที่ ฯลฯ


วิวอ่าวจากยอดปราสาทฮิราโดะ


ชั้นบนสุดเป็นจุดชมวิว สามารถมองเห็นอ่าวฮิราโดะ เกาะคุโรโกะจิม่า (黒子島 Kurokojima) ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ พื้นที่ประมาณ 0.3 ตารางกิโลเมตร และสถานที่สำคัญ ๆ เช่น สถานีการค้าฮอลันดา โบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ เจดีย์สามชั้นวัดไซเคียวจิ รวมไปถึงสะพานฮิราโดะโอฮาชิที่เชื่อมต่อเกาะฮิราโดะกับแผ่นดินใหญ่ได้ชัดเจน

เวลาทำการ: 8:30-17:30
วันหยุด: วันที่ 30-31 ธันวาคม
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 510 เยน เยาวชนระดับชั้นมัธยมปลาย 300 เยน เด็กระดับชั้นประถมและมัธยมต้น 200 เยน 

พิกัด GPS: 33.368555, 129.557551
เว็บไซท์: http://www.hira-shin.jp (ภาษาญี่ปุ่น)


อนุสาวรีย์ที่ระลึกการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ยาสูบครั้งแรกในญี่ปุ่น


เมื่อเดินออกมาอีกทางหนึ่งจะออกมาตรงศาลเจ้าคาเมโอกะค่ะ ระหว่างทางมีอนุสาวรีย์ที่ระลึกการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ยาสูบครั้งแรกในญี่ปุ่น (日本最初たばこ種子渡来之地碑 Nihon Saisho Tabako-shushi Torai no Chihi) โดยนักบวชคณะเยซูอิต Hieronymus de Castro เป็นผู้มอบเมล็ดพันธุ์ให้แก่ไดเมียวมัตสึระ  ชิเงโนบุเป็นของกำนัลเพื่อเบิกทางขอเผยแพร่ศาสนาในปี 1601


ลานซากุระในพื้นที่ศาลเจ้าคาเมโอกะ


ซากุระที่บานสองรอบ Nidozaki Sakura


บริเวณนี้มีต้นซากุระมากมายกว่า 900 ต้น เป็นจุดชมดอกไม้ที่เป็นที่นิยมแห่งหนึ่ง ช่วงที่ไปก็มีคนมานั่งชมดอกไม้กันพอสมควรแต่ไม่ถึงกับหนาแน่นนัก ที่สวนนี้มีต้นซากุระพันธุ์หายากที่นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นยังมาถามหาว่าอยู่ตรงไหน คือ "นิโดะซากิซากุระ" (二度咲桜 Nidozaki sakura) ที่แยกออกมาจากพันธุ์ยาเอะซากุระ (八重桜 Yaezakura) อีกที นิโดะซากิซากุระ แปลว่า ซากุระที่บานสองครั้ง คือตรงกลางดอกที่บานแล้วมีดอกตูมเล็ก ๆ ที่จะบานได้อีกในภายหลัง แต่ช่วงที่ป้าไปถึงดอกตูมตรงกลางบานแล้ว 


ศาลเจ้าคาเมโอกะ (Kameoka Shrine / 亀岡神社 Kameoka Jinja)


ศาลเจ้าคาเมโอกะ


เป็นศาลเจ้าชินโตอยู่ในสวนสาธารณะคาเมโอกะซึ่งเดิมอยู่ในพื้นที่ปราสาทฮิราโดะ อาคารศาลเจ้าสร้างขึ้นในปี 1880 โดยรวมศาลเจ้าเดิม 4 แห่ง (ศาลเจ้าชิจิโร, ศาลเจ้าโอโตมิยะ, ศาลเจ้าฮาจิมัง และศาลเจ้าเรจินซัน) เข้าเป็นศาลเจ้าเดียว ด้านหน้ามีเรือนยกพื้นสำหรับแสดงรำคางุระที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคมของทุกปี

เนื่องจากตระกูลมัตสึระเดิมเป็นผู้ครองเขตนี้ จึงสามารถพบเห็นตราประจำตระกูลได้ตามสถานที่สำคัญหลายแห่งรวมทั้งศาลเจ้าคาเมโอกะแห่งนี้ ตราประจำตระกูลมัตสึระเป็นรูปวงกลมสามดวงซ้อนกันเป็นทรงสามเหลี่ยมเรียกว่า ตรามิตสึโบชิ (三つ星 Mitsuboshi) 


ท่านนาคายามะ ไอโกะ


รูปปั้นหญิงสาวสวมชุดในราชสำนักอยู่ใกล้ ๆ ศาลเจ้า เป็นรูปปั้นของท่านหญิงนาคายามะ ไอโกะ (中山愛子 Nakayama Aiko) ซึ่งเป็นพระอัยยิกา (ยาย) ของพระจักรพรรดิเมจิ ท่านเกิดที่ฮิราโดะในปี 1818 และเสียชีวิตในวัย 88 ปีเมื่อปี 1906 เป็นบุตรสาวคนที่ 11 ของมัตสึระ เซซัน ต่อมาสมรสกับเสนาบดีฝ่ายซ้ายนาคายามะ ทาดายาสึ มีบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคน บุตรสาวคนเล็ก นาคายามะ โยชิโกะ (中山 慶子 Nakayama Yoshiko, 1836 - 1907) เมื่อเจริญวัยได้ถวายตัวและขึ้นเป็นสนมเอกในพระจักรพรรดิโคเม และให้ประสูติกาลพระโอรสมุทสึฮิโตะซึ่งได้สืบทอดราชสมบัติเป็นพระจักรพรรดิเมจิ (明治天皇 Meiji Tennō, 1852 - 1912)ในเวลาต่อมา ชุดกิโมโนลายดอกเบญจมาศที่สวมใส่ให้พระจักรพรรดิเมื่อเป็นทารกจัดแสดงอยู่ภายในปราสาทฮิราโดะ

บริเวณสวนสาธารณะมีต้นไม้อายุกว่า 400 ปีปลูกเป็นแถว มีลานกิจกรรม สนามเทนนิส และสวนอนุรักษ์ต้นกุหลาบพันปีฮิราโดะ (平戸つつじ Hirado tsutsuji /  Hirado Azalea) ซึ่งเป็นพันธ์ที่มีดอกใหญ่เป็นพิเศษและออกดอกช่วงกลางเดือนเมษายน-พฤษภาคม ต้นที่ศาลเจ้านี้กล่าวกันว่าเป็นต้นพ่อแม่พันธุ์ของกุหลาบพันปีที่ปลูกอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น

พิกัด GPS: 33.368080, 129.556865


ป้าเดินมาตรงทางออกอีกด้านของศาลเจ้า แล้วลัดเลาะตามถนนไปต่อที่วัดไซเคียวจิค่ะ ใช้เวลาเดินประมาณ 15-20 นาที


เจดีย์สามชั้นวัดไซเคียวจิ (Saikyōji Temple, Three-storey Pagoda / 最教寺・三重大塔 Saikyōji Sanju Daitō)


วัดไซเคียวจิเป็นวัดพุทธสายวัชรยานชินกอน (真言密教 Shingon mikkyō) ได้ชื่อว่า "วัดโคยะแห่งตะวันตก" พระอาจารย์โคโบไดชิหรือพระอาจารย์คูไค (弘法大師 Kōbōdaishi / 空海 Kūkai) ได้เดินทางจากญี่ปุ่นไปเมืองซีอานในประเทศจีน ท่านศึกษาพุทธรรมจนสำเร็จและนำมาเผยแพร่ในญี่ปุ่นเมื่อราว 1,200 ปีก่อน เจดีย์สามชั้นนี้สูง 33.5 เมตร เป็นของใหม่สร้างขึ้นในปี 1988 เพื่อระลึก 1150 ปีมรณกาลของพระอาจารย์ ได้ชื่อว่าเป็นเจดีย์สามชั้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ


ทางเดินพระโพธิสัตว์


เมื่อเข้าไปในวัดแล้วต้องเดินตามทางบันไดที่มีพระพุทธรูปพระโพธิสัตว์เรียงรายจนมาถึงลานที่มีเจดีย์สามชั้นสีแดงสวยงาม มีรูปปั้นพระอลจนาถวิทยราช (不動明王 Fudō Myōō) ตั้งอยู่ด้านหน้า บริเวณนี้มีพระอุโบสถ และพระพุทธรูปไวโรจนพุทธะ (大日如来 Dainichi Nyōrai) ถ้าต้องการเข้าชมวัตถุโบราณทางพุทธศาสนาต้องเสียค่าใช้จ่าย 400 เยนโดยติดต่อเจ้าหน้าที่วัดก่อน ป้าไม่ได้เข้าเพราะหาเจ้าหน้าที่วัดไม่เจอซักคน


รูปปั้นพระอจลนาถหรือฟุโดเมียวโอหน้าเจดีย์สามชั้น


เจดีย์สามชั้นและพระอุโบสถ


ทางเดินออกจากเจดีย์สามชั้นอีกทางผ่านป่าไผ่ร่มรื่น


เวลาทำการ: 8:30-17:30
วันหยุด: วันพฤหัสบดี
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 400 เยน เยาวชนระดับชั้นมัธยมปลาย 300 เยน เด็กระดับชั้นประถมและมัธยมต้น 200 เยน 

พิกัด GPS: 33.363221, 129.553252


ถึงตอนนี้ก็เป็นช่วงบ่ายละ ป้าออกจากวัดมาตามทางเดิมแล้วเดินหาร้านขนมฮิราโดะสึตายะค่ะ เจอมาว่าถ้าไม่มาร้านนี้เหมือนยังมาไม่ถึงฮิราโดะ ร้านนี้อยู่บนถนนสายการค้า หาไม่ยากค่ะ


ร้านขนมฮิราโดะสึตายะ/เรือนอันจิน (Hirado Tsutaya Sweets shop . Anjin House / 平戸蔦屋・按針の館  Hirado Tsutaya . Anjin no Yakata)


หน้าร้านฮิราโดะสึตายะ


ร้านฮิราโดะสึตายะเป็นร้านขนมญี่ปุ่นที่เก่าแก่ที่สุดในคิวชู เปิดมาตั้งแต่ปี 1502 หรือเมื่อกว่า 500 ปีก่อน เจ้าของร้านคนปัจจุบันเป็นผู้สืบทอดรุ่นที่ 24 แต่เดิมทำขนมญี่ปุ่นให้ตระกูลมัตสึระผู้ครองเมืองฮิราโดะซึ่งริเริ่มวิถีชงชาจินชิน (鎮信流 Chinshin-ryū) สถานที่ตั้งร้านเป็นอาคารเก่าอายุ 300 ปีซึ่งสร้างบนพื้นที่ที่กล่าวกันว่ามีบ้านของมิอุระ อันจิน (วิลเลียมส์ อดัมส์) ตั้งอยู่ จึงมีอีกชื่อว่าเรือนอันจิน (Anjin no Yakata)

ภายในร้านมีขนมขายหลายอย่าง ทั้งขนมญี่ปุ่นและขนมฝรั่งที่ทำออกมาเป็นรูปดอกทิวลิปน่ารัก ขนมญี่ปุ่นสูตรดั้งเดิมที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือ ขนมโกโบโมจิ (牛蒡餅 Gobō Mochi) และขนมคัสโดส (カスドース Kasudōsu / Casdoce)

ขนมโกโบโมจิ หรือขนมโมจิรากไม้ เป็นขนมหน้าตาธรรมดาสีน้ำตาลหรือสีขาว มีส่วนผสมของแป้งข้าวเจ้าและน้ำตาล รสสัมผัสเหนียวนุ่มด้วยวัตถุดิบอย่างดี ว่ากันว่าพ่อค้าชาวจีนเป็นผู้นำสูตรขนมเข้ามาเมื่อ 440 ปีก่อน ที่เรียกว่าขนมโมจิรากไม้ เพราะสมัยก่อนจะทำเป็นเส้นยาวคล้ายรากไม้ เวลาจะเสริฟแขกในพิธีชงชาและพิธีการต่าง ๆ ก็จะตัดแบ่งเป็นชิ้น ๆ ตามจำนวนคน


ขนมคัสโดส หากินได้ที่ฮิราโดะเท่านั้น


ส่วนขนมคัสโดสเป็นสูตรขนมที่ชาวโปรตุเกสนำเข้ามา โดยใช้ขนมเค้กคาสเทลล่า (カステラ Kasutera / Castella - ขนมไข่ผสมน้ำผึ้ง) ซึ่งเป็นขนมที่มีชื่อเสียงของนางาซากิมาตัดเป็นชิ้น ๆ พอดีคำ ชุบไข่แดงให้ทั่วนำไปทอดในน้ำเชื่อมให้เป็นสีเหลืองทองสวยเสมอกันแล้วคลุกด้วยน้ำตาลทรายเม็ดละเอียด จะเห็นได้ว่าวิธีการทำบางส่วนคล้ายทองหยิบทองหยอดบ้านเรา ส่วนรสชาติก็คล้ายกันแต่อร่อยคนละแบบ ป้าชอบอันนี้มากกกกกกค่ะ เค้กเนื้อนุ่มได้กลิ่นรสหวานหอมและได้สัมผัสกรุบเล็กน้อยจากเกล็ดน้ำตาล สนนราคาชิ้นละประมาณ 200 เยน อยากกินหลาย ๆ ชิ้นนะคะแต่เกรงใจเงินเยนในกระเป๋า


ภายในร้านสึตายะ


ลูกค้าสามารถซื้อขนมมานั่งกินกับชาที่บริการฟรี (แต่กาแฟเสียเงินค่ะ) ในห้องบรรยากาศแบบญี่ปุ่น ป้ากินขนมชมวิดีโอสาธิตวิธีการทำคัสโดสแล้ว เราไปเดินเที่ยวเมืองฮิราโดะต่อค่ะ

พิกัด GPS: 33.367049, 129.551962
เว็บไซท์: http://www.hirado-tsutaya.jp/


ออกมาจากร้านสึตายะแล้วเดินไปทางขวามือตามถนนการค้าประมาณ 300 เมตร (เส้นที่อยู่ถัดจากถนนริมอ่าว) จะมีป้ายบอกไว้ว่าถึงทางขึ้นบันไดไปชมวิววัดพุทธและโบสถ์คริสต์ค่ะ ตรงนี้เป็นจุดไฮไลท์ที่คนมาเที่ยวฮิราโดะต้องมาเช็คอินนะคะบอกเลย


ภาพวิววัดพุทธและโบสถ์คริสต์ (View of Temple and Church / 寺院と教会の見える風景 Jiin to Kyōkai no Mieru Fūkei)


ภาพวิววัดพุทธและโบสถ์คริสต์


ณ จุดหนึ่งบนทางบันไดยาวประมาณ 300 เมตรแห่งนี้ จะเห็นภาพวิวที่ประกอบด้วยวัดพุทธและโบสถ์คริสต์อยู่ในมุมเดียวกัน วัดพุทธได้แก่วัดโคเมจิ (光明寺 Kōmeiji) และวัดซุยอุนจิ (瑞雲寺 Sui'un-ji) และยอดโบสถ์คริสต์ที่เห็นคือโบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ (平戸ザビエル記念教会 Hirado Zabieru Kinen Kyōkai) เป็นภาพที่แสดงถึงการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกที่มีอยู่ในเมืองฮิราโดะ

พิกัด GPS: 33.369879, 129.551001


หลังจากป้าค่อย ๆ ยักแย่ยักยันตามวัยเดินขึ้นไปตามบันไดมาจนสุดทาง ก็ถึงด้านหลังของโบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ค่ะ ซึ่งบางทีถ้าประตูหลังปิด อาจจะต้องเดินอ้อมนิดหน่อยมาเข้าทางด้านหน้า บริเวณใกล้ ๆ กันมีลานจอดรถสำหรับนักท่องเที่ยวที่ขับรถมาด้วยโดยลานจอดสำหรับนักท่องเที่ยวจะเป็นลานยกพื้นสูง ส่วนอีกลานเป็นลานที่จอดรถรายเดือน

ธรรมเนียมการเข้าชมโบสถ์คาทอลิกทั่วไปที่ญี่ปุ่นคือ ให้ถอดหมวก รองเท้า แสดงท่าทีสงบ สำรวม ไม่เข้าพื้นที่หวงห้ามและไม่แตะต้องสิ่งของที่ไม่ได้รับอนุญาต ห้ามถ่ายรูปภายใน และงดเข้าชมขณะมีพิธีมิสซาเป็นต้น

โบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ (St. Francis Xavier Memorial Church / 平戸ザビエル記念教会 Hirado Zabieru Kinen Kyōkai)


โบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ฮิราโดะ


โบสถ์ศิลปะโกธิคสีเขียวไข่กาตัดกับสีท้องฟ้าครามแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเมืองฮิราโดะ โบสถ์หลังเดิมสร้างขึ้นในปี 1913 ที่บริเวณใกล้ ๆ กัน แต่ได้มาสร้างใหม่ที่ตำแหน่งปัจจุบันในปี 1931 มีการสร้างรูปปั้นนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ในปี 1971 เพื่อระลึกถึงการเยือนฮิราโดะของท่าน และเปลี่ยนชื่อเป็นสักการสถานนักบุญฟรังซิสเซเวียร์และชื่อปัจจุบันในเวลาต่อมา ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของโบสถ์แห่งนี้คือ ทางด้านซ้ายของโบสถ์มีหอทรงแปดเหลี่ยมซึ่งเป็นจุดติดตั้งบันไดเวียน แม้จะแลดูไม่สมมาตรตามความนิยมของศิลปะแบบโกธิคแต่ยังมีความสวยงามกลมกลืน


ภายในโบสถ์และพระแท่น

ภายในตกแต่งสีขาว เพดานสูงแบบ Rib vault คล้ายปีกค้างคาว อัครเทวดามิคาเอลที่เป็นองค์อุปถัมภ์โบสถ์อยู่ตรงกลางด้านบน หลังพระแท่นมีกางเขนสีทองตรงกลางเหนือตู้ศีล มีรูปเทวดานั่งคุกเข่าอยู่ทั้งสองข้าง *ที่นี่จริง ๆ งดถ่ายภาพด้านในโบสถ์แต่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากผู้ดูแลแล้ว*


รูปปั้นนักบุญฟรังซิสเซเวียร์


อนุสรณ์ที่ระลึกถึงวิญญาณมรณสักขีแห่งฮิราโดะ


รอบพื้นที่โบสถ์มีรูปปั้นท่านฟรังซิสเซเวียร์ และอนุสรณ์ที่ระลึกถึงวิญญาณมรณสักขีแห่งฮิราโดะ (平戸殉教者顕彰慰霊の碑 Hirado Junkyōsha Kenshō Irei no Hi) ซึ่งเป็นแท่นหินสีเทาใต้พระรูปพระเยซูเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพ เพื่อระลึกถึงมรณสักขีผู้ยอมตายแต่ไม่ละทิ้งความเชื่อในช่วงเบียดเบียนศาสนาในสมัยเอโดะ ถ้ำแม่พระเมืองลูรด์ และมีร้านศาสนภัณฑ์ เป็นต้น

เวลาทำการ: 6:00-16:30 และ 10:00 - 16:30 สำหรับวันอาทิตย์
พิธีมิสซา: 6:00, 8:30 ทุกวันอาทิตย์ และ 18:30 ทุกวันเสาร์สัปดาห์เว้นสัปดาห์

พิกัด GPS: 33.369636, 129.549598


ต้นปรงยักษ์ (Great Cycad / 大そてつ  Dai-Sotetsu)


ต้นปรงยักษ์หน้าทางขึ้นศาลเจ้าเท็นมัง


จากโบสถ์เดินลงมาที่จุดเดิมแล้วเดินไปตามถนนการค้า หาทางเดินขึ้นมาหน้าบันไดทางขึ้นศาลเจ้าเท็นมังจะมีต้นปรงยักษ์ค่ะ ต้นปรงนี้เชื่อกันว่ามีอายุมากกว่า 500 ปี มีขนาดใหญ่มากจนต้องทำเสาค้ำไว้ ป้ามอง ๆ.ดู เห็นมีหน่ออ่อนขึ้นมาตามลำต้นก็อดคิดไม่ได้ว่าจะโตไปได้อีกเท่าไรน้อ

พิกัด GPS: 33.372038, 129.551657


บ่อน้ำหกเหลี่ยม (Hexagon well / 六角井戸 Rokkaku-ido)


บ่อน้ำหกเหลี่ยม


เดินเลยต้นปรงยักษ์มาอีกนิดจะมีบ่อน้ำหกเหลี่ยม ลักษณะบ่อเป็นไปตามชื่อ คือเป็นรูปหกเหลี่ยมตามแบบจีน สร้างโดยพ่อค้าชาวจีนที่เคยได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในฮิราโดะ ปัจจุบันภายในยังมีน้ำอยู่และมีการสร้างฝาไม้ครอบไว้

พิกัด GPS: 33.372336, 129.552171


จากบ่อน้ำหกเหลี่ยมเดินมาอีกนิดเดียวก็ถึงพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มัตสึระค่ะ เป็นไฮไลต์หนึ่งที่ผู้มาเยือนฮิราโดะต้องแวะชม ในครั้งนี้เนื่องจากป้าเคยเมล์มาสอบถามรายละเอียดการเดินทางมาฮิราโดะผ่านเว็บไซท์และ Mr. Remco ซึ่งเป็นหนุ่มชาวเนเธอร์แลนด์ที่ทำงานในฮิราโดะเป็นผู้ตอบเมล์ พอดีได้พบกับเขาที่นี้จึงได้รับเกียรติพาเดินชมและบรรยายวัตถุจัดแสดงต่าง ๆ เป็นภาษาอังกฤษ


พิพิธภัณฑ์ประวัตศาสตร์มัตสึระ (Matsura Historical Museum / 松浦史料博物館 Matsura Shiryō Hakubutsukan)


ทางขึ้นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มัตสึระ เพิ่งมาถ่ายเอาตอนประตูปิด


ตระกูลมัตสึระเป็นตระกูลเก่าแก่สืบย้อนไปถึงสมัยเฮอันเมื่อราวหนึ่งพันปี มีความสัมพันธ์กับราชตระกูลพระจักรพรรดิ รวมทั้งมีอำนาจและเป็นที่ยอมรับนับถือในช่วงสมัยเอโดะ

ที่นี่เดิมเป็นศูนย์กลางการปกครองของฮิราโดะภายใต้การนำของตระกูลมัตสึระรวมทั้งเป็นคฤหาสถ์ที่พักอาศัยของคนในตระกูลก่อนจะย้ายไปที่ปราสาทฮิราโดะในปี 1599 ต่อมาเมื่อเกิดการปฏิรูปเมจิที่ยกเลิกการปกครองแบบศักดินา ตระกูลมัตสึระได้สร้างเรือนหลังปัจจุบันในปี 1893 โดยให้ชื่อว่า "เรือนสึรุงามิเนะ (鶴ヶ峰邸 Tsurugamine-tei)" เพื่อเป็นที่พำนักของคนในตระกูลจนถึงปี 1955 จึงบริจาคอาคารและพื้นที่โดยรอบเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันสืบต่อมาในตระกูลมัตสึระ

ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องใช้เครื่องเรือนของคนในตระกูลซึ่งมีทั้งของญี่ปุ่นและของตะวันตก เช่น เกี้ยว ดาบญี่ปุ่น ฉากกั้น ตุ๊กตาเด็กสิบสองนักษัตร แผ่นภาพห้อยผนัง แผนผังตระกูลมัตสึระ แผนที่ ลูกโลกโบราณ จานวาดภาพเทวทูตแจ้งสาร ฯลฯ ล้วนเป็นวัตถุโบราณที่มีคุณค่า ในจำนวนนี้รวมถึงชุดเกราะที่ได้รับจากไดเมียวโอโทโม โซริน (大友 宗麟 Ōtomo Sōrin หรือ 大友義鎮 Ōtomo Yoshishige, 1530 - 1587) มีอายุนับ 400 ปีแต่ยังมีสภาพสมบูรณ์ และแผนที่ในตู้ยาวแสดงเส้นทางและจุดแวะพักสำหรับเจ้าเมืองและคณะที่ต้องเดินทางจากฮิราโดะไปถึงเอโดะตามธรรมเนียมซันคินโคไต (参勤交代 Sankin-kōtai) ซึ่งทางรัฐบาลบาคุฟุกำหนดให้ไดเมียวผู้ครองเขตจะต้องเดินทางเข้ามารายงานตัวที่เมืองเอโดะตามกำหนด เขตที่อยู่ใกล้อาจให้สลับกันอยู่ที่เอโดะทุก ๆ ครึ่งปี เขตที่อยู่ไกลอาจกำหนดให้เข้ามาพำนัก 100 วันทุก ๆ 2 ปีเป็นต้น บางกรณีขณะที่ไดเมียวกลับไปปกครองที่เขต รัฐบาลอาจกำหนดให้ภริยาและครอบครัวพำนักในเอโดะเสมือนตัวประกัน ธรรมเนียมนี้มีขึ้นเพื่อลดทอนอำนาจและฐานการเงินของไดเมียวมิให้ต่อต้านรัฐบาล เนื่องจากผู้ครองเขตจะต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการพำนักในเอโดะ


ชุดเกราะจากโอโทโมะโซรินที่ยังมีสภาพสมบูรณ์


แผนที่แสดงเส้นทางและจุดแวะพักตั้งแต่ฮิราโดะถึงเอโดะ


นอกจากนี้ผู้เข้าชมสามารถผ่อนคลายและลิ้มรสชารสเลิศที่ชงขึ้นตามขนบสำนักชงชาจินชิน (鎮信流 Chinshin-ryū) ที่ก่อตั้งโดยตระกูลมัตสึระและขนมญี่ปุ่นได้ที่เรือนชงชาคาอุนเต (閑雲亭 Ka'un-tei) ที่อยู่ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ 


เวลาทำการ: 8:30-17:30
วันหยุด: วันที่ 29 ธันวาคม - 1 มกราคม
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 510 เยน เยาวชนอายุ 15-18 ปี 300 เยน เด็กอายุ 6-15 ปี 200 เยน  สามารถซื้อตั๋วควบเข้าชมสถานีการค้าฮอลันดาได้ในราคาผู้ใหญ่ 650 เยน เยาวชนและเด็ก 350เยนโดยไม่จำเป็นต้องชมในวันเดียวกัน

พิกัด GPS: 33.372990, 129.552380
เว็บไซท์: http://www.matsura.or.jp/en/


กว่าป้าจะออกมาจากพิพิธภัณฑ์ก็เย็นแล้วเลยไม่ได้ลองชิมชาที่คาอุนเต พอเดินลงมาตามบันไดและข้ามถนนจะเป็นถนนสายประวัติศาสตร์ (The Road of History / 歴史の道 Rekishi no Michi) สายสั้น ๆ ที่ทอดจากลานสาธารณะริมอ่าวมาถึงทางเข้าพิพิธภัณฑ์มัตสึระ


ถนนสายประวัติศาสตร์ (The Road of History / 歴史の道 Rekishi no Michi)


บริเวณนี้มีรูปหล่อทองแดงของ 6 บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องประวัติศาสตร์การค้าของฮิราโดะเรียงรายไปตลอดทาง รูปหล่อเหล่านี้ถูกจัดวางในช่วงปี 2000 - 2001 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลอง 400 ปีความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ บุคคลเหล่านี้เรียงตามลำดับจากถนนริมอ่าวถึงทางเข้าพิพิธภัณฑ์เป็นตามนี้ มาดูกันค่ะใครเป็นใครบ้าง


หกบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การค้าต่างประเทศของฮิราโดะ


1. ริชาร์ด คอคส์  (Richard Cocks, 1566 - 1624) หัวหน้าสถานีการค้าอังกฤษที่ฮิราโดะและเป็นคนแรกที่ปลูกมันเทศ (sweet potato) ในญี่ปุ่น โดยวิลเลียม อดัมส์เป็นผู้นำมันเทศมาจากเกาะริวคิว (โอกินาว่า) ที่เป็นทางผ่านหลังเสร็จสิ้นการแต่งสำเภาค้าขายที่จีน

2. ฌาคส์ สเปคซ์ (Jacques Specx, 1585 - 1562) หัวหน้าสถานีการค้าฮอลันดาคนแรก และเป็นผู้วางรากฐานการค้าระหว่างญี่ปุ่นและฮอลันดาโดยได้รับการสนับสนุนจากวิลเลียมส์ อดัมส์ รวมทั้งปรับปรุงอ่าวฮิราโดะให้กลายเป็นท่าเรือการค้าฮอลันดาแห่งแรกในญี่ปุ่น

3. วิลเลียม อดัมส์ (William Adams, 1564 - 1620) นักเดินเรือชาวอังกฤษที่ได้เป็นที่ปรึกษาด้านการค้าให้แก่โชกุนโตกุงาวะจนได้ รับชื่อใหม่ว่ามิอุระ อันจิน เขาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสถานีการค้าฮอลันดา

4. ฟรังซิส เซเวียร์ (Francis Xavier, 1506 - 1522) พระสงฆ์คาทอลิกผู้แพร่ธรรมที่มายังฮิราโดะในปี 1550 และได้รับอนุญาตจากมัตสึระ ทาคาโนบุผู้ครองเขตให้เผยแผ่ศาสนา ได้โปรดศีลล้างบาปให้แก่ประชาชนหลายร้อยคนภายในเวลาเพียง 20 วัน

5. หวังจื่อ (王直 Wang Zhi, ? - 1560) โจรสลัดหนุ่มชาวจีนผู้ที่ชาวฮิราโดะเรียกว่าโอโชคุ (王直 Ōchoku) มีกองเรือในอาณัติหลายร้อยลำ ต่อมาเขาทำข้อตกลงกับมัตสึระ ทาคาโนบุและกลายเป็นคนกลางนำเรือจีน เรือโปรตุเกส และฮอลันดาเข้ามาทำการค้าขายในฮิราโดะ

6. มัตสึระ ทาคาโนบุ (松浦隆信 Matsura Takanobu, 1529 - 1599) เจ้าเมืองฮิราโดะรุ่นที่ 25 ผู้มองการณ์ไกลถึงความสำคัญในการทำการค้ากับต่างประเทศ ทั้งอนุญาตให้มีการเผยแพร่ศาสนาคริสต์และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหวังจื่อ เพื่อเป็นคนกลางนำเรือจากจีนและฮอลันดาเข้ามาทำการค้า


อนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงฟุจิอุระ โค (Fujiura Kō Monument / 藤浦洸の歌碑 -- Fujiura Kō no Kahi)


อนุสาวรีย์ที่ระลึกฟุจิอุระ โค


บนถนนสายประวัติศาสตร์มีอนุสาวรีย์อยู่อันหนึ่งใกล้ ๆ กับบ่อน้ำร้อนแช่แขนแช่เท้า อนุสาวรีย์ที่ว่าเป็นอนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงฟุจิอุระ โค (Fujiura Monument / 藤浦洸の歌碑 -- Fujiura Kō no Kahi) ซึ่งเกิดที่เมืองฮิราโดะในปี 1898 และเสียชีวิตเมื่อปี 1979 เป็นกวีและนักแต่งเพลงญี่ปุ่นสากลที่มีชื่อเสียงในยุคโชวะ มีผลงานเพลงมากมาย ทั้งเพลงรื่นเริง เพลงประกอบละคร เพลงประจำหน่วยงาน ฯลฯ เพลงที่มีชื่อเสียง เช่น Wakare no Blues และ Kanashiki Kuchibue ซึ่งป้าคิดว่าอารมณ์ประมาณครูเอื้อ สุนทรสนานของคนญี่ปุ่นอย่างนั้นน่ะค่ะ อนุสาวรีย์นี้สร้างเพื่อเป็นที่ระลึก 100 ปีชาตกาลของฟุจิอุระ ตัวอักษรที่สลักเป็นเนื้อร้องของเพลง "Hirado no Uta" (เพลงฮิราโดะ) ตรงกลางมีช่องเล็ก ๆ ให้เอามือสอดเข้าไป แล้วจะได้ยินเสียงเพลง Hirado no Uta ดังออกมาจากลำโพง แต่ป้าลองแล้วเพลงมันไม่ดัง ใครมีโอกาสไปก็ลองเล่นดูละกันนะเผื่อจะแก้ไขแล้ว


บ่อน้ำพุร้อนสาธารณะสำหรับแช่แขนและขา (Arm&Leg Onsen / 平戸温泉うで湯あし湯 Hirado onsen udeyu ashiyu)


บ่อน้ำพุร้อนสำหรับแช่แขนและขา


ที่ฮิราโดะนี่ก็มีแหล่งน้ำพุร้อน ป้าปลื้มกะบ่อน้ำพุร้อนสาธารณะสำหรับแช่แขนและขา (Arm&Leg Onsen / 平戸温泉うで湯あし湯 Hirado Onsen Udeyu Ashiyu) มาก ตั้งอยู่กลางเมืองเลยริมถนนสายประวัติศาสตร์นี่แหละ น้ำอุ่นกำลังดี ส่วนใหญ่ที่อื่นจะมีแต่แบบให้แช่ขา แต่ที่นี่มีส่วนให้แช่แขนด้วย แช่แป๊บเดียวผิวเหี่ยว ๆ ของป้ารู้สึกเด้งดึ๋งผิวลื่นขึ้นมาเลยค่ะ ที่นี่ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมงก็จริง แต่ตอนป้าดอดมาแช่เท้าอีกทีตอนค่ำ ๆ นี่ไม่มีไฟ ต้องนั่งแช่ในไฟสลัวซะงั้น


สำหรับเส้นทางการเดินสำหรับวันนี้ ให้ไล่ดูตั้งแต่เส้นสีน้ำเงิน > เส้นสีแดง > เส้นสีเขียว > เส้นสีเหลือง ค่ะ



เย็นวันนี้ป้ากับผู้ร่วมเดินทางกิตติมศักดิ์อุดหนุนอาหารที่่เรียวคัง ก็มีเซ็ทหมูผัดขิงกับเซ็ตเลมอนสเต็ก (レモンステーキ Remon Sutēki) ที่เป็นอาหารสูตรเฉพาะจากซาเซโบะ เขาแล่เนื้อวัวสดใส่ในกะทะร้อนราดซอสรสเข้มข้นที่มีรสเปรี้ยวของเลมอน ทานแล้วรู้สึกสดชื่นดี

ตกค่ำป้าออกมาเดินเล่นเก็บบรรยากาศค่ำคืนสุดท้ายในฮิราโดะค่ะ เดินไปตามทางเดินริมอ่าว ชมหอการค้าฮอลันดาและปราสาทฮิราโดะตอนกลางคืนแล้วสักพักก็กลับเข้าที่พักเตรียมตัวเข้านอนค่ะ

No comments:

Post a Comment