Sunday, February 25, 2018

ปูพื้นประวัติศาสตร์คริสตศาสนาในญี่ปุ่นและนางาซากิ

สวัสดีค่ะ ป้าหมวยยยค่ะ

ถึงจะเขียนบล็อกมาไม่นาน แต่ทุกท่านอาจสังเกตได้ว่า ท่องเที่ยวของป้ามีหลายครั้งที่พาไปชมโบสถ์หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนางาซากิ นั่นเป็นเพราะส่วนตัวป้าสนใจในประวัติศาสตร์คริสตศาสนาในญี่ปุ่น และนางาซากิก็เป็นจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับด้านนี้อย่างลึกซึ้งมาก ๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อที่ทุกท่านจะได้เข้าใจเกี่ยวกับสถานที่ต่าง ๆ มากขึ้นจึงจำเป็นต้องกล่าวถึงภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของคริสตศาสนาในญี่ปุ่นและนางาซากิค่ะ

เนื้อหาส่วนหนึ่งเอามาจากกระทู้  “ปูพื้นประวัติศาสตร์คริสตศาสนาในญี่ปุ่นก่อนชมภาพยนตร์ SILENCE / ศรัทธาไม่เงียบ” ในพันทิปค่ะ คือป้าหมวยยยเป็นคนเขียนเองแหละค่ะ ไหน ๆ ก็เคยทำสรุปไว้แล้วเลยเอาเนื้อหาในนั้นมาใช้ด้วยเลยละกัน แต่อันนี้จะเพิ่มเติมเนื้อหาและปรับคำศัพท์บ้าง

อธิบายคำศัพท์เฉพาะคาทอลิกที่น่าจะเจอบ่อย ๆ แบบเข้าใจง่าย ๆ ก่อนสักเล็กน้อย

คริสตัง (คิริชิตัง) キリシタン / Kirishitan  

คำนี้มาจากภาษาโปรตุเกส Cristão หมายถึงชาวญี่ปุ่นผู้นับถือคริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิกโดยเฉพาะในยุคคริสศตวรรษที่ 17-19 ในภาษาญี่ปุ่นปัจจุบันมักใช้เป็นตัวคาตากานะ แต่สมัยก่อนนิยมใช้ 切支丹  ในยุคคริสตศาสนารุ่งเรืองเคยปรากฏการใช้คันจิ 吉利支丹 ที่ใช้ตัวอักษรที่มีความหมายเป็นมงคล และมีการเปลี่ยนไปใช้คันจิ 切死丹, 鬼理死丹 ที่มีความหมายแง่ลบเมื่อรัฐบาลสั่งห้ามนับถือศาสนาคริสต์

ในสังคมไทยมีการใช้คำว่า "คริสตัง" มาตั้งแต่สมัยอยุธยาโดยมีรากคำมาจากภาษาโปรตุเกสเช่นเดียวกัน ปัจจุบันยังใช้ในภาษาพูดเป็นอันเข้าใจความหมาย แต่อย่างเป็นทางการนิยมใช้คำว่า "คริสตชน" หรือ "คริสตศาสนิกชน" มากกว่า

(ในบล็อคป้าขอยึดตามแบบญี่ปุ่น โดยใช้คำว่า "คริสตัง" กับผู้นับถือคริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิกสมัยก่อน และใช้คำว่า "คริสตชน" กับผู้นับถือในยุคหลังนะคะ)

มรณสักขี (殉教者 Junkyōsha)

ภาษาอังกฤษคือ Martyr (มาร์ตีร์) หมายถึง ผู้ที่ยอมตายเพื่อเป็นสักขีพยานถึงความเชื่อในศาสนา คำนาม Martyrdom หมายถึงการสละชีพเพื่อยืนยันความเชื่อ

บุญราศี (副者 Fukusha)

ภาษาอังกฤษคือ The Blessed หมายถึง บุคคลที่เสียชีวิตไปแล้วและได้มีการเสนอชื่อต่อพระศาสนจักรคาทอลิกโดยได้รับการสืบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนตามลำดับขั้นตอนใช้เวลายาวนาน จนได้รับประกาศยกย่องและรับรองว่า บุคคลผู้นั้นมีคุณธรรมและคุณงามความดีสูงส่งและได้แสดงความศรัทธาต่อพระเจ้าอันเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน ได้เข้าสู่สวรรค์ร่วมพระสิริมงคลในพระเจ้าและสามารถขอพรจากพระองค์แทนมนุษย์ในโลกได้  ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นบุญราศีอาจเป็นมรณสักขีหรือมีอัศจรรย์อันเชื่อว่าเกิดจากการภาวนาต่อบุคคลนั้น ๆ โดยมากมักจะเป็นกรณีทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรองว่าไม่สามารถพิสูจน์ด้วยหลักทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์

เมื่อบุคคลหนึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นบุญราศีแล้ว จะมีการกำหนดวันฉลองและได้รับบทภาวนาโดยเฉพาะในพิธีกรรมตามปฏิทินในพระศาสนจักรท้องถิ่น ภาษาอังกฤษ Beatification หรือการแต่งตั้งเป็นบุญราศีถือเป็นลำดับขั้นก่อนที่บุคคลนั้นจะได้รับสถาปนาขึ้นเป็นนักบุญ

นักบุญ (聖人 Seijin)

ภาษาอังกฤษคือ Saint หมายถึง บุคคลที่เสียชีวิตไปแล้วและพระศาสนจักรคาทอลิกได้ประกาศรับรองเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ในสวรรค์ เมื่อการแต่งตั้งบุคคลหนึ่งเป็นบุญราศีแล้วจำเป็นต้องมีอัศจรรย์อันเชื่อว่าเกิดจากการภาวนาต่อบุคคลนั้น ๆ ในการประกอบการพิจารณาและเป็นไปตามดุลพินิจของสมเด็จพระสันตปาปา บางกรณีอาจใช้เวลายาวนานหลายสิบหรือเป็นร้อยปีในการพิจารณาขึ้นเป็นนักบุญ

เมื่อบุคคลนั้นได้รับการพิจารณาให้เป็นนักบุญแล้วจะมีพิธีสถาปนาอย่างเป็นทางการโดยสมเด็จพระสันตปาปา บางครั้งอาจจัดขึ้นที่กรุงวาติกัน หรืออาจจัดขึ้นที่ประเทศท้องถิ่นของนักบุญองค์นั้นก็ได้ การสถาปนาในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Canonization

เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันเลยนะคะ 

จุดเริ่มต้นอันรุ่งเรือง

ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกได้เผยแผ่เข้าสู่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในราวปี 1549 ที่ยังอยู่ช่วงยุคสงครามกลางเมืองหรือยุคเซ็นโกกุ (戦国 Sengoku) โดยคุณพ่อฟรังซิสเซเวียร์ (Francis Xavier, 1506 - 1552) แห่งคณะเยซูอิตที่มีโปรตุเกสเป็นผู้สนับสนุนได้ขึ้นฝั่งที่คาโกชิม่าและเริ่มเผยแพร่ศาสนาในพื้นที่ต่าง ๆ หลังจากนั้นเริ่มมีพระสงฆ์คาทอลิกและภารดาจากคณะอื่น ๆ เช่น คณะฟรังซิสกันและคณะโดมินิกันที่มีสเปนเป็นผู้สนับสนุนเข้าไปแพร่ธรรมด้วย มีผู้เข้ารับศีลล้างบาปมากมายนับแสนคนทั้งไดเมียวผู้ครองเขตต่าง ๆ และประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ ไดเมียวคริสตังที่มีชื่อเสียง เช่น


  • ยอห์น ฟรังซิสโก โอโทโมะ โซริน (ドン フランシスコ 大友宗麟 John Francis Ōtomo Sōrin, 1530 - 1587) แห่งเขตฟุไน (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดโออิตะ)
     
  • ยอห์น โปรทาซีโอ อาริมะ ฮารุโนบุ (ドン プロタジオ 有馬晴信 John Protasius Arima Harunobu, 1567 - 1612) แห่งเขตฮิโนะเอะ (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนางาซากิ)
     
  • บาร์โธโลมิว โอมูระ สุมิทาดะ (バルトロメオ 大村純忠 Bartholomew Ōmura Sumitada, 1533 - 1587) แห่งเขตโอมูระ (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดซางะ)
     
  • ออกุสติโน โคนิชิ ยูคินางะ (アグスチノ 小西行長, Augustine Konishi Yukinaga, 1558 - 1600) แห่งเขตอุโตะ (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดคุมาโมโต้)
     
  • ยอห์น ยุสโต ทากายามะ อุคง (ドン ジュスト 高山右近  John Justus Takayama Ukon, 1553 - 1615) แห่งเขตทาคาทสึกิ (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดโอซาก้า)
     
ในจำนวนนี้โอมูระ สุมิทาดะเป็นไดเมียวคนแรกที่รับศีลล้างบาปในปี 1563

การที่ผู้ปกครองยอมให้มีการเผยแพร่ศาสนา ส่วนหนึ่งด้วยผลประโยชน์ที่ได้จากชาติตะวันตกที่มีพระสงฆ์คาทอลิกเป็นคนกลางช่วยเจรจาด้านการค้าและอาวุธยุทโธปกรณ์

ศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่นยุคนั้นรุ่งเรืองมาก ช่วงปี 1579 คุณพ่ออเล็กซานโดร วาลิญาโน (Alessandro Valignano, 1539 - 1606) แห่งคณะเยซูอิตได้บุกเบิกการสร้างสถานที่ฝึกอบรมสร้างนักบวชและพระสงฆ์คาทอลิกที่เป็นชาวท้องถิ่นได้แก่ เซมินาริโย คอเรจิโย โนบิชาโดะ ขึ้นในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในคิวชู

  • “เซมินาริโย” (セミナリヨ Seminariyo มาจากภาษาโปรตุเกส Seminário = Seminary ในภาษาอังกฤษ) หรือบ้านเณรเล็กที่ให้การศึกษาภาษาละติน วิชาดนตรี วิชาเทวศาสตร์ในชั้นต้นขึ้นที่เขตอะสึจิ (安土 Azuchi ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดชิงะใกล้เมืองเกียวโต) และที่เขตอาริมะ (有馬 Arima ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนางาซากิ)
     
  • “คอเรจิโย” (コレジヨ Korejiyo มาจากภาษาโปรตุเกส Collegio = College ในภาษาอังกฤษ) คือสามเณราลัยหรือบ้านเณรใหญ่ที่ให้การศึกษาระดับสูงทั้งภาษาละติน ภาษาต่างประเทศ วิชาเทวศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิชาดนตรี วิชาการเทศนา เป็นต้น
     
  • “โนบิชาโดะ ノビシャド(Nobishado มาจากภาษาโปรตุเกส Noviciado = Novitiate ในภาษาอังกฤษ) หรือนวกสถานซึ่งเป็นสถานที่ฝึกอบรมการใช้ชีวิตนักบวชที่เขตอุสึกิ (臼杵 Usuki ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดโออิตะ)

นอกจากนี้ยังการส่งคณะยุวทูตเท็นโช (天正遣欧少年使節 Tenshō Ken’ō Shōnen Shisetsu) ไปยังยุโรปในปี 1582 ภายใต้การแนะนำของคุณพ่ออเล็กซานโดร วาลิญาโนโดยมีไดเมียวคริสตัง 3 คนโอโทโมะ โซริน อาริมะ ฮารุโนบุและโอมูระ สุมิทาดะเป็นผู้สนับสนุน คณะทูตประกอบด้วยเด็กหนุ่มคริสตังจากตระกูลชนชั้นสูง 4 คน คือ มันซีโอ อิโต้ (Mancio Ito  マンショ伊東 ), มิกูเอล ชิจิวะ (Miguel Chijiwa  ミゲル千々石 ), จูเลียน นาคาอุระ  (ジュリアン中浦 Julião Nakaura), มัลติโน ฮาระ  (マルティノ原 Martinho Hara) คนรับใช้และล่าม คณะทูตใช้เวลาเดินทางและพำนักในยุโรปรวม 8 ปี มีโอกาสได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตปาปาและกษัตริย์หลายพระองค์ นับเป็นการส่งทูตอย่างเป็นทางการไปยังยุโรปเป็นครั้งแรก


4 ยุวทูตเทนโช


ต่อมาเมื่อการปกครองเปลี่ยนมือไปยังโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ (豊臣秀吉 Toyotomi Hideyoshi, 1537 - 1598) ผู้รวมประเทศให้เป็นหนึ่ง ฮิเดโยชิเริ่มมองว่า ศาสนาคริสต์อาจเป็นภัยคุกคามต่อการปกครองในภายหน้าจึงได้ออกคำสั่งขับไล่บาทหลวงคาทอลิกในปี 1587 เรียกว่า "บาเตเรน-ทซึยโฮเร" (伴天連追放令 Bateren Tsuihōrei คำว่า บาเตเร็น มาจากภาษาโปรตุเกส Padre แปลว่าคุณพ่อ, บาทหลวง) เพื่อควบคุมกิจกรรมการเผยแพร่ศาสนา แต่เนื่องจากยังมีผลประโยชน์ทางการค้ากับชาติตะวันตกอยู่คำสั่งนี้จึงไม่ได้บังคับใช้อย่างเข้มงวดรุนแรงนัก 


ทนทุกข์จากการเบียดเบียนศาสนา

ในปี 1596 เกิดเหตุการณ์เรือสเปน San Felipe ที่เดินทางจากมะนิลาไปยังเม็กซิโกถูกพายุพัดเสียหายและเกยตื้นที่ชายฝั่งญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่รัฐบาลพบสินค้าและปืนใหญ่จำนวนมากจึงยึดไว้ พระสงฆ์บนเรือพยายามเจรจาช่วยเหลือกัปปิตันให้ได้สินค้าคืน เจ้าหน้าที่รัฐบาลได้พูดคุยกับกัปปิตันซึ่งได้โอ้อวดการยึดครองอาณานิคมของสเปนที่ใช้ทั้งศาสนาและกำลังทางทหารเป็นเครื่องมือ เจ้าหน้าที่เข้าใจว่าทั้งโปรตุเกสและสเปนนั้นพฤติกรรมไม่ต่างกัน เมื่อความไปถึงฮิเดโยชิซึ่งไม่ไว้ใจชาวตะวันตกอยู่แล้วจึงเข้าใจว่า ทั้งอาวุธที่พบและกิจกรรมเผยแพร่ศาสนาคริสต์ทั้งปวงมีการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกอยู่เบื้องหลัง ฮิเดโยชิจึงออกประกาศบังคับห้ามประชาชนนับถือศาสนาคริสต์อีกครั้งในวันที่ 8 ธันวาคม 1596 

มีการจับกุมพระสงฆ์ ภราดาที่อยู่บนเรือและคริสตังในพื้นที่เกียวโตและโอซาก้ารวม 26 คน ในจำนวนนี้มีเด็กอายุเพียง 12 ปีรวมอยู่ด้วย ทุกคนถูกเฉือนใบหูและบังคับให้เดินเท้าท่ามกลางความหนาวเย็นเป็นระยะทางนับพันกิโลเมตรจากเกียวโตไปยังเนินนิชิซากะ (西坂 Nishizaka) ที่นางาซากิและถูกประหารบนไม้กางเขนในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1597 มรณสักขีทั้ง 26 คนได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญทั้ง 26 แห่งญี่ปุ่น (日本二十六聖人 Nihon Nijūroku Seijin / Twenty-Six Martyrs of Japan) ในปี 1862


เหตุการณ์ 26 มรณสักขี


โทโยโทมิ ฮิเดโยชิเสียชีวิตลงในปี 1598 และเกิดสงครามชิงอำนาจขึ้นอีกครั้ง ชัยชนะตกเป็นของโตกุกาวะ อิเอยาสึ (徳川家康 Tokugawa Ieyasu, 1543 - 1616) ในสงครามชี้ขาดที่ทุ่งเซกิงาฮาระ (関ヶ原の戦い Sekigahara no Tatakai) อิเอยาสึขึ้นเป็นโชกุนและยังคงนโยบายต่อต้านศาสนาคริสต์โดยออกคำสั่งห้ามนับถือศาสนาคริสต์ (禁教令 Kinkyōrei) มีผลทั่วประเทศในปี 1614 


แผ่นป้ายประกาศห้ามนับถือศาสนาคริสต์ที่พิพิธภัณฑ์ปราสาทชิมาบาระ


หลังจากนั้น เมื่ออิเอยาสึเสียชีวิตลงในอีกสองปีถัดมา โตกุกาวะ ฮิเดะทาดะ (徳川秀忠 Tokugawa Hidetada, 1579 - 1632) ผู้เป็นบุตรชายสืบอำนาจแทนและดำเนินนโยบายอย่างเฉียบขาด มีการตรวจสอบและกวาดล้างผู้นับถือศาสนาคริสต์ที่ไม่ยอมทิ้งศาสนามากมาย

ตลอดช่วงระยะเวลา 1597 - 1639 เป็นระยะเวลาเกือบ 45 ปี มีการทรมานและประหารคริสตังมากมายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไม่เฉพาะในนางาซากิ แต่การประหารคริสตังจำนวนมาก นอกจากเหตุการณ์ประหารมรณสักขีทั้ง 26 ในปี 1597 แล้วยังมี "เหตุการณ์มรณสักขีครั้งใหญ่ปีเก็นนะ" (元和の大殉教 Genna no Daijunkyō / The Great Genna Martyrdom) ที่ประหารคริสตัง 55 คนด้วยการตัดศีรษะหรือเผาทั้งเป็นบนเนินนิชิซากะในวันที่ 10 กันยายน 1622


เหตุการณ์มรณสักขีครั้งใหญ่ปีเก็นนะ


ในยุคสมัยของโตกุงาวะ อิเอมิตสึ (徳川家光 Tokugawa Iemitsu, 1604 - 1651) โชกุนรุ่นที่สามของตระกูลโตกุกาวะ เกิดเหตุการณ์สำคัญคือ กบฏชิมาบาระ (島原の乱 Shimabara no Ran) ที่ชาวนาคริสตังในพื้นที่ชิมาบาระ (島原 Shimabara ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนางาซากิ) และอามาคุสะ (天草 Amakusa ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดคุมาโมโต้) ที่ทุกข์ทรมานจากการถูกขูดรีดภาษีและการเบียดเบียนศาสนาร่วมกันก่อกบฏต่อต้านรัฐบาลขึ้นในช่วงปลายปี 1637 โดยมีอามาคุสะ ชิโร่ โทคิซาดะ (天草四郎時貞 Amakusa Shirō Tokisada, 1621? - 1638) เด็กหนุ่มวัย 16 ปีเป็นผู้นำ การต่อสู้ของกลุ่มกบฏกับกองทัพผสมของรัฐบาลสิ้นสุดลง ซากปราสาทฮาระในต้นปี 1638 สมาชิกกลุ่มกบฏทั้งชายหญิงเด็กคนชราทั้ง 37,000 คนตายสิ้น 


รูปปั้นอามาคุสะ ชิโร่ โทคิซาดะที่ซากปราสาทฮาระในวันงานฮาระโจอิคคิมัตสึริ


 นอกจากนี้อิเอมิตสึทยอยดำเนินนโยบายปิดประเทศ (鎖国 Sa-koku) สืบต่อจากบิดาและสำเร็จในปี 1639 เช่น จำกัดการทำการค้ากับชาติตะวันตกเหลือเพียงฮอลันดาชาติเดียวที่เดะจิมะ (出島 Dejima) ที่นางาซากิ เนรเทศลูกครึ่งระหว่างชาวญี่ปุ่นและชาวโปรตุเกส ห้ามชาวญี่ปุ่นออกนอกประเทศ และห้ามพระสงฆ์คาทอลิกและคนต่างชาติเข้าประเทศ เป็นต้น


หลบเร้นในความมืด


หลังการออกคำสั่งห้ามนับถือศาสนาคริสต์และสิ้นสุดเหตุการณ์กบฏชิมาบาระ ศาสนาคริสต์กลายเป็นศาสนานอกรีตในญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง มีการบังคับให้ทุกครัวเรือนขึ้นทะเบียนสังกัดวัดพุทธในพื้นที่ สมาชิกในครอบครัวทุกคนต้องเข้าพิธีเอะบุมิ (絵踏み Ebumi) โดยเหยียบแผ่นโลหะรูปพระคริสต์หรือพระแม่มารีย์ที่เรียกว่า ฟุมิเอะ (踏み絵 Fumie) ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านทุกปี 


แผ่นฟุมิเอะที่พิพิธภัณฑ์ปราสาทชิมาบาระ


คริสตังที่ยังคงความเชื่อศรัทธาไว้อยู่หลายครอบครัวหลบหนีไปอยู่ในที่ห่างไกล เช่น เกาะฮิราโดะ เกาะโกโต้ และแสดงตนเบื้องหน้าเป็นพุทธศาสนิกชน แต่เบื้องหลังยังคงรักษาความเชื่อและทำพิธีกรรมอย่างลับ คนเหล่านี้เรียกกันว่า คริสตังลับ (潜伏キリシタン Sempuku Kirishitan)  

บรรดาคริสตังลับได้ดัดแปลงวัตถุบูชา บทสวด พิธีกรรม คำเรียกขานต่าง ๆ ให้คล้ายกับในศาสนาพุทธเพื่อตบตาคนในชุมชนอื่น ๆ และเจ้าหน้าที่ เช่น การใช้รูปปั้นพระโพธิสัตว์หญิงอุ้มทารกของศาสนาพุทธแทนพระแม่มารีย์และพระบุตรเรียกว่า "มาเรียคันนง" (マリア観音 Maria Kannon) การแปลงบทสวดสรรเสริญพระเจ้า "โอราโช" (おらしょ Orasho มาจากคำภาษาละติน Oratio) ให้ฟังคล้ายพระสูตร การเปลี่ยนคำเรียกขานเช่น "ซันตะมารุยะ" (さんたまるや Santa Maruya) แทน Santa Maria หรือพระแม่มารีย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์  ไปจนถึงการสร้างหิ้งลับหรือห้องลับสำหรับทำพิธี การดัดแปลงนี้อาจมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น


รูปปั้นมาเรียคันนง

การหลบซ่อนนี้ดำเนินต่อเนื่องสืบทอดกันรุ่นต่อรุ่นเป็นเวลานานร่วม 200 ปีโดยไร้การชี้นำจากพระสงฆ์จากพระศาสนจักรคาทอลิกจนกลายเป็นธรรมเนียมสืบทอดในครอบครัวหรือชุมชน เมื่อญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศในช่วงปี 1853-1867 มีพ่อค้าชาวต่างชาติเข้ามาทำการค้าและมีการสร้างโบสถ์เพื่อรองรับกิจกรรมทางศาสนาของชาวต่างชาติเหล่านั้น คริสตังลับกลุ่มหนึ่งจากหมู่บ้านอุราคามิ (浦上村 Urakami-mura) ได้แสดงตัวต่อคุณพ่อชาวฝรั่งเศส เบอร์นาร์ด ธาดี เปอตีต์ฌอง (Bernard Thádée Petitjean) ที่โบสถ์โออุระ (大浦天主堂 Ōura Tenshudō) ในนางาซากิในปี 1865 กลายเป็นข่าวใหญ่ไปถึงยุโรปและวาติกันว่ายังมีคริสตังหลงเหลืออยู่ในประเทศญี่ปุ่น 

 
ภาพนูนต่ำแสดงภาพคริสตังถูกขับไล่จากชุมชนอุราคามิ


ในขณะนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงจากรัฐบาลบากุฟุสู่รัฐบาลเมจิและยังไม่ได้ยกเลิกกฏบังคับห้ามนับถือศาสนาคริสต์ เมื่อมีประชาชนเปิดเผยตัวว่าเป็นคริสตังมากขึ้น ในช่วงปี 1868-1873 เกิด "เหตุการณ์ล่มสลายของชุมชนคริสตังอุราคามิครั้งที่ 4" (浦上四番崩れ Urakami Yonban Kuzure / The Forth Collapse of the Christian Community of Urakami) ที่รัฐบาลกวาดล้างคริสตังในหมู่บ้านอุราคามิโดยจับกุม ทรมานและขับไล่ครอบครัวคริสตังราวสามพันคนให้ไปอยู่พื้นที่อื่น คริสตังราว 600 คนเสียชีวิตในการกวาดล้างครั้งนี้


อิสรภาพมาถึง


ในที่สุดด้วยแรงกดดันจากชาติตะวันตก ญี่ปุ่นจึงได้ยกเลิกคำสั่งห้ามนับถือศาสนาคริสต์ในปี 1873 และประชาชนได้รับอิสรภาพในการนับถือศาสนาตามรัฐธรรมนูญในปี 1889 เป็นอันสิ้นสุดความทุกข์ยากของคริสตังชาวญี่ปุ่นที่กล่าวกันว่า มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นจากการเบียดเบียนตลอดระยะเวลาเกือบ 300 ปี มรณสักขีหลายท่านได้รับการยกย่องจากพระศาสนจักรคาทอลิกในฐานะบุญราศีและนักบุญ และมีมรณสักขีอีกมากมายที่ไม่ได้บันทึกนามไว้ 

หลังจากได้รับอิสรภาพในการนับถือศาสนา ชุมชนคริสตังลับในพื้นที่นางาซากิที่เคยปกปิดตัวตนเริ่มฟื้นคืน คณะสงฆ์คาทอลิกจากต่างประเทศหลายคณะเริ่มส่งพระสงฆ์ไปดูแลชุมชน ตั้งแต่ปี 1900 มีการสร้างโบสถ์มากมายซึ่งส่วนใหญ่สำเร็จลงได้ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านใจศรัทธา มีการจัดตั้งบ้านเณร นวกสถานต่าง ๆ เพื่อสร้างนักบวชท้องถิ่นและขยายการเผยแพร่ศาสนาไปทั่วประเทศ

คริสตังลับหลายครอบครัวกลับเข้ามาสู่พระศาสนจักรอีกครั้งโดยเข้ารับศีลล้างบาปจากพระสงฆ์ บางครอบครัวอาจเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นเช่น พุทธหรือชินโต อย่างไรก็ตามบางครอบครัวยังคงสืบทอดพิธีกรรมความเชื่อตามแบบคริสตังลับเพื่อสานต่อธรรมเนียมในครอบครัวหรือชุมชน โดยเรียกตัวเองว่า คริสตังหลบซ่อน (カクレキリシタン Kakure Kirishitan) ซึ่งปัจจุบันผู้สืบทอดพิธีกรรมล้วนแต่เป็นผู้สูงอายุและลดจำนวนน้อยลงทุกทีจนอาจจะสูญหายไปในที่สุด

หมายเหตุ  

บทความนี้ยึดถือตามที่นักวิชาการญี่ปุ่นได้นิยามคำ คริสตังลับ (潜伏キリシタン Sempuku Kirishitan /  'Underground Christian') และคริสตังหลบเร้น (カクレキリシタン Kakure Kirishitan / 'Hidden Christian') ไว้ต่างกัน โดยระบุว่า คริสตังลับ คือคริสตังที่ยังคงความเชื่อและทำพิธีกรรมอย่างลับ ๆ ตั้งแต่ช่วงมีคำสั่งห้ามนับถือศาสนาคริสต์ปี 1644 จนยกเลิกคำสั่งในปี 1873 ในขณะที่ คริสตังหลบเร้น คือ คริสตังลับที่ยังคงสืบทอดพิธีกรรมต่อหลังจากมีการยกเลิกคำสั่งห้ามเป็นต้นมา อย่างไรก็ตามมีคนจำนวนไม่น้อยที่เรียกรวมกันว่า Kakure Kirishitan 


คริสตชนคาทอลิกในญี่ปุ่นปัจจุบัน


ปัจจุบันตามบันทึกสถิติจากสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศญี่ปุ่น (Catholic Bishop's Conference of Japan / カトリック中央協議会  Katorikku Chūō Kyōgikai) ณ ปี 2016 มีจำนวนคริสตชนคาทอลิกในญี่ปุ่นประมาณ 434,000 คน คิดเป็น 0.339% จากประชากรชาวญี่ปุ่น 128 ล้านคน และมีโบสถ์ทั้งสิ้น 971 แห่ง มีการแบ่งการปกครองทั่วประเทศออกเป็น 16 สังฆมณฑล (Diocese / 司教区 Shikyōku) แต่ละสังฆมณฑลดูแลโบสถ์ในจังหวัดต่าง ๆ ในจำนวนนี้มี 3 แห่งที่ยกขึ้นเป็นอัครสังฆมณฑล (Archdiocese / 大司教区 Daishikyōku) ได้แก่อัครสังฆมณฑลโตเกียว อัครสังฆมณฑลโอซาก้า และอัครสังฆมณฑลนางาซากิ

อัครสังฆมณฑลนางาซากิถือว่าเป็นอัครสังฆมณฑลที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุมพื้นที่เฉพาะนางาซากิจังหวัดเดียวซึ่งประกอบด้วยพื้นที่บนแผ่นดินใหญ่และเกาะต่าง ๆ มากมายกว่า 4,000 ตารางกิโลเมตร มีโบสถ์ในความดูแล 133 แห่งหรือ 13% จากจำนวนโบสถ์ทั้งประเทศ โดยมีอาสนวิหารอุราคามิ (浦上教会 Urakami Kyōkai) เป็นโบสถ์ศูนย์กลาง มีคริสตชนคาทอลิกจำนวนกว่า 6 หมื่นคน คิดเป็น 4.3% เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งจังหวัด 1,400,000 คน ในขณะที่สังฆมณฑลอื่น ๆ อยู่ที่ราว ๆ 0.1-0.5% อัครสังฆมณฑลโตเกียวมีจำนวนคริสตชนมากที่สุดคือราว 9 หมื่นคน แต่เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในพื้นที่ปกครองกว่า 19 ล้านคนแล้วคิดเป็น 0.49% เท่านั้น


สถานที่สำคัญว่าที่มรดกโลก


ในราวปี 2004 รัฐบาลญี่ปุ่นโดยสำนักกิจการทางวัฒนธรรม (文化庁 Bunkachō / Agency of Cultural Affairs) ได้ยื่นเสนอ "กลุ่มโบสถ์และสถานที่สำคัญทางคริสตศาสนาในพื้นที่นางาซากิและอามาคุสะ" เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือ ยูเนสโก (UNESCO) และได้รับพิจารณาให้อยู่ในรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ตั้งแต่ปี 2007 ภายใต้เงื่อนไขข้อ (ii), (iii), (iv), (v), (vi) ที่ว่า

(ii) เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม

(iii) เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

(iv) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

(v) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา

(vi) มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์

การดำรงอยู่ของคริสตศาสนาในพื้นที่นางาซากิและอามาคุสะมีภูมิหลังประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 450 ปี ผ่านจุดรุ่งเรือง จุดตกต่ำแทบสูญสิ้น และกลับมาฟื้นฟูใหม่ได้ในที่สุดด้วยความเชื่อศรัทธาที่เหล่าคริสตังลับเสี่ยงชีวิตสืบทอดกันมาอย่างลับ ๆ นับร้อยปี หลงเหลือหลักฐานต่าง ๆ ทั้งหลุมศพโบราณ พระรูปมาเรียคันนง ภาพวาด แผ่นฟุมิเอะ นอกจากนี้โบสถ์จำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นคริสตศวรรษที่ 20 มีความสวยงามโดดเด่นด้วยการผสมผสานทั้งศิลปกรรมแบบตะวันตกกับตะวันออกด้วยเทคนิคการก่อสร้างของช่างฝีมือพื้นบ้านภายใต้แนวคิดตะวันตก

สถานที่ในรายชื่อเบื้องต้นมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการพิจารณาของยูเนสโก เดิมเรียกว่า "มรดกกลุ่มโบสถ์ในนางาซากิและสถานที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์" (長崎教会群とキリスト教関連遺産 Nagasaki Kyōkaigun to Kirisuto-kyō Kanren Isan) โดยมีสถานที่ทั้งหมด 13 แห่ง

ในปี 2017 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "มรดกคริสตังลับในพื้นที่อามาคุสะและนางาซากิ" (長崎と天草地方の潜伏キリシタン関連遺産 Nagasaki to Amakusa Chihō no Sempuku Kirishitan Kanren Isan)  และตัดทอนสถานที่ลงเหลือ 11 แห่ง ในจำนวนนี้มีเพียงแห่งเดียวที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดคุมาโมโต้ ได้แก่


  1. โบสถ์โออุระ Ōura Cathedral (大浦天主堂) ที่ตำบลมินามิยามาเตะมาจิ เมืองนางาซากิ
     
  2. โบสถ์ชิทสึ Shitsu Church (出津教会) ที่ตำบลนิชิชิทสึมาจิ เมืองนางาซากิ
     
  3. โบสถ์โอโนะ Ōno Church (大野教会堂) ที่ตำบลชิโมะโอโนมาจิ เมืองนางาซากิ
     
  4. โบสถ์คุโรชิม่า Kuroshima Church (黒島天主堂) บนเกาะคุโรชิม่า เมืองซาเซโบะ
     
  5. ชุมชนศักดิ์สิทธิ์แห่งฮิราโดะ (ชุมชนคาสึงะ) Hirado's sacred places and villages (Kasuga Village) (平戸の聖地と集落) (春日集落) ที่ตำบลคาสึงะ เมืองฮิราโดะ
     
  6. โบสถ์โนคุบิเก่า Former Nokubi Church (旧野首教会) บนเกาะโนซากิ ตำบลโอจิกะ อำเภอคิตะมัตสึระ
     
  7. โบสถ์คาชิระงาชิม่า Kashiragashima Church (頭ヶ島天主堂) บนเกาะนากาโดริ เมืองชินคามิโกโต้
     
  8. โบสถ์โกริงเก่า Former Gorin Church (旧五輪教会堂) บนเกาะฮิซากะ เมืองโกโต้
     
  9. โบสถ์เอะงามิ  Egami Church (江上天主堂) บนเกาะนารุ เมืองโกโต้
     
  10. ซากปราสาทฮาระ Hara Castle Ruins (原城跡) ที่ตำบลมินามิอาริมะ เมืองมินามิชิมาบาระ
     
  11. ชุมชนซาคิทสึแห่งอามาคุสะ Sakitsu Village in Amakusa (天草の﨑津集落) ที่ตำบลคาวาอุระมาจิซาคิทสึ เมืองอามาคุสะ จังหวัดคุมาโมโต้
     
สถานที่ส่วนใหญ่เป็นโบสถ์และชุมชนคริสตังเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งยังเป็นคริสตังลับ สำหรับซากปราสาทฮาระมีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ คือ เป็นสมรภูมิสุดท้ายของกลุ่มกบฏชาวนาคริสตังที่ต่อสู้กับกองทัพรัฐบาล สถานที่อีก 2 แห่งที่ถูกตัดออก คือ โบสถ์ทาบิระ Tabira Church (田平教会 Tabira Kyōkai) ที่ตำบลทาบิระ เมืองฮิราโดะ และซากปราสาทฮิโนะเอะ Hinoe Castle Ruins (日野江城跡 Hinoe-jō ato) ที่ตำบลคิตะอาริมะ เมืองมินามิชิมาบาระ




การเข้าชมสถานที่ข้างต้น บางแห่งจำเป็นต้องลงทะเบียนเข้าชมล่วงหน้าและบางครั้งอาจมีการงดให้เข้าชมเนื่องจากพิธีการต่าง ๆ ผู้ประสงค์เยี่ยมชมสามารถลงทะเบียนและติดตามข่าวสารได้ที่ http://kyoukaigun.jp


ส่วนตัวป้าหมวยยยเคยเดินทางไปสถานที่ในรายชื่อเบื้องต้นเพื่อพิจารณาเป็นมรดกโลกมาแล้ว 4 แห่งค่ะ คือ โบสถ์โออุระ, ชุมชนศักดิ์สิทธิ์คาสึงะ, ซากปราสาทฮาระ และโบสถ์ซาคิทสึ นอกจากนี้ยังเคยไปโบสถ์ สักการะสถาน อนุสรณ์สถาน พิพิธภัณฑ์อีกหลายแห่ง รวมทั้งโบสถ์ทาบิระ และซากปราสาทฮิโนเอะที่คณะกรรมการตัดออกด้วย ว่าง่าย ๆ คือดั้นด้นไปมาหลายแห่ง กระนั้นนางาซากิยังมีที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากที่ป้าอยากไปค่ะ


หนังสือแนะนำโบสถ์และสถานที่สำคัญทางคริสตศาสนา ฉบับภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น


ถ้าสนใจเรื่องและสถานที่แนวนี้ ขอแนะนำหนังสือคู่มือแนะนำโบสถ์และสถานที่สำคัญทางคริสตศาสนาในนางาซากิและอามาคุสะตามรูปข้างบนนี้ค่ะ มีทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ ฉบับภาษาญี่ปุ่นราคา 1,780 เยน มีเนื้อหาละเอียดกว่ามาก มีรายการโบสถ์ทุกแห่งครบและมีสถานที่แสวงบุญด้วย ในขณะที่ฉบับภาษาอังกฤษราคา 1,080 เยนมีเพียงสถานที่สำคัญ ๆ เท่านั้น หนังสือสองเล่มนี้อัครสังฆมณฑลนางาซากิเป็นผู้ตรวจทานเนื้อหาดังนั้นมีความถูกต้องแน่นอนค่ะ ป้าซื้อฉบับภาษาญี่ปุ่นจากร้านศาสนภัณฑ์ที่โบสถ์นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ฮิราโดะ และฉบับภาษาอังกฤษได้จากร้านขายสินค้าที่พิพิธภัณฑ์ 26 นักบุญแห่งนางาซากิค่ะ
 
หวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจไปเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคริสตศาสนาในเมืองนางาซากิ หรือท่านที่มีโอกาสไปเยี่ยมชมแล้วได้เข้าใจถึงประวัติศาสตร์เบื้องหลังมากขึ้นนะคะ

No comments:

Post a Comment